Articles,  Features,  Race Report,  Running

Laguna Phuket Marathon 2019 ความประทับใจมิรู้ลืม

งานลากูน่าภูเก็ตมาราธอน งานที่พลิกโผทุกความคาดหวัง คิดว่าลงฟูลมาราธอนได้ลงฮาล์ฟ คิดว่าจะวิ่งซักสองชั่วโมงได้มาสามชั่วโมงกว่า งานที่เป็นที่สุดของความประทับใจเมื่อหกปีที่แล้วจะยังมีอะไรที่สร้างความประทับใจให้กับฮั้วได้อีกเหรอ

เมื่อหกปีที่แล้ว ฮั้วเลือกที่จะลงลากูน่าภูเก็ตมาราธอนกับการวิ่งฟูลมาราธอนครั้งแรกในชีวิต และความประทับใจครั้งนั้นทำให้อยากชวนน้องสาวสุดรัก (หวานหวาน อรุณณภา พาณิชจรูญ) มาลงฟูลครั้งแรกที่นี่ เพราะมั่นใจว่าน้องจะได้รับประสบการณ์และความประทับใจดีๆ กลับไปแน่นอน

แต่ในระหว่างการซ้อมนั้น น้องก็บอกว่าจะมีงานแข่งจักรยานชิงแชมป์ที่จะจัดขึ้นหลังการวิ่งมาราธอนเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ และนั่นทำให้ฮั้วตัดสินใจแทนน้องว่า น้องไม่ควรลงฟูลในครั้งนี้ เพราะการลงฟูลมาราธอนนั้น (โดยเฉพาะครั้งแรกแบบนี้) ต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็มในการฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมาใช้งานได้เต็มที่อีกครั้ง .. เราจึงตัดสินใจลงฮาล์ฟมาราธอนกัน

นักวิ่งเต็มลาน แน่นมาก

ภูเก็ตกับสายฝน

เราเดินทางมาถึงภูเก็ตตอนบ่ายพร้อมกับสายฝนที่โปรยปรายตลอด หลังจากเข้าห้องพักและเก็บสัมภาระเราก็เดินทางไปงาน Expo ซึ่งภายในงานนั้นยังมีสปอนเซอร์มาจัดบูธเพื่อขายสินค้าของตัวเอง

สิ่งที่ฮั้วสังเกตเห็นได้ชัดจากที่ไม่ได้มาหลายปี ก็คือ บริเวณจัดงาน expo นั้นแคบไปถนัดใจ เพราะมีนักวิ่งมางานนี้กันมากมาย น่าชื่นใจที่มีนักวิ่งเดินทางมาจากกรุงเทพเพื่อมาวิ่งที่นี่เยอะขึ้น ขนาดไฟล์ทที่ฮั้วมาก็เต็มไปด้วยนักวิ่งเต็มไปหมด

บูธสปอนเซอร์

ตอนเย็นเราไม่ได้ออกไปไหน เพราะอยากจะพักผ่อนให้เต็มที่ นั่งคุยเรื่องแผนการวิ่งและสั่งอาหารเย็นเบาๆ มากิน และรีบเข้านอนให้เต็มอิ่ม แอบคาดหวังว่าขอให้พรุ่งนี้ฝนไม่ตก แต่ก็เตรียมใจว่าต้องตกแน่ๆ

วันแข่ง 9 มิ.ย. 2562

เราตื่นมาพร้อมกับเสียงฝนข้างนอกหน้าต่าง จริงๆ แล้วฮั้วชอบวิ่งกลางฝนมากๆ เพราะเย็นสบาย แต่ถ้าตกก่อนวิ่งแบบนี้ก็แอบสงสารผู้จัดงานว่าต้องลำบากแน่เลย ฮั้วกินกล้วยและขนมปังไปก่อนวิ่งหนึ่งชั่วโมง

ไปถึงงาน เราเอากระเป๋าไปฝากไว้และเตรียมเสื้อแห้งไปเปลี่ยนหลังวิ่ง ฮั้วพาน้องไปวอร์มด้วยการวิ่งไป outrigger ไปกลับ .. และกลับมายืนรอปล่อยตัว

ผู้จัดที่นี่ปล่อยตัวตรงเวลามาก 5.30 น. ก็ได้ยินเสียงปู๊นนนนนน เพื่อปล่อยตัวนักกีฬา ..​ฮั้วหันไปบอกน้องว่า พอพ้นซุ้มปล่อยตัวให้ชิดด้านซ้ายไว้ เพื่อให้นักวิ่งที่เร็วกว่าวิ่งแซงไป

แผนการวิ่งของเรา คือเราจะวิ่งประมาณเพซ 6 – 6.15 ไปเรื่อยๆ ตอน 10 km แรก และจะแวะทุกจุดให้น้ำ

ณ 5 ก.ม. แรก เราวิ่งกันสบายๆ ตามแผนมาเรื่อยๆ ฮั้วดูนาฬิกาแล้วประมาณ 30 นาทีพอดี ..​อืม ทำได้ตามแผนดีมาก

กิโลที่ 8 น้องกระซิบบอกว่าขอหยุดนิดนึง เพราะว่าเริ่มมีอาการเจ็บ ITB .. เราเลยต้องเปลี่ยนแผนเป็นวิ่งๆ เดินๆ และฮั้วก็โยนแผนการวิ่งที่วางมาทิ้งไปซะ สิ่งเดียวที่คิดคือ ไม่อยากให้น้องต้องเจ็บจนไม่สามารถไปแข่งจักรยานต่อได้

น้องจะบอกตลอดเวลาว่า “อยากให้พี่วิ่งไปเลย เค้าไม่อยากทำให้ช้า” ..​แต่ฮั้วยืนยันจะวิ่งกับน้อง เรื่องเวลาไม่เคยมีอยู่ในหัวอยู่แล้ว ฮั้วเคยวิ่งคนเดียวตอนบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นโตเกียวมาราธอน หรือตอน IRONMAN ปีที่แล้ว ฮั้วเข้าใจว่ามันหดหู่แค่ไหน

เราเริ่มช้าลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นเดินตั้งแต่กิโล 9 .. น้องแอบห่วงเรื่องคัทออฟ ใจจริงฮั้วก็ห่วงเหมือนกัน แต่ปากก็บอกน้องว่า “ทันๆ ค่อยๆ ไป ไม่ต้องเป็นห่วง”

บรรยากาศสวยๆ

ในขณะที่นักวิ่งอย่างเราวิ่งฝ่าฝน น้องๆ ตามจุดให้น้ำก็ยืนเชียร์และส่งยิ้มให้กำลังใจทุกจุด รอยยิ้มจากคนแปลกหน้าและเสียงเชียร์ให้วิ่งต่อไป ทำให้เราสองคนรู้สึกสนุกไปกับน้องๆ ตลอดทาง

และที่กิโล 10 ก็ทำให้เรามีกำลังใจสุดๆ คือไอติมหลอด .. ​ของหวานที่หากินได้ยากยิ่งในกรุงเทพ เสียดายที่วันนี้ไม่มีแดดร้อนแรงแบบปกติที่ภูเก็ตเป็น แต่เราก็หยุดกินอยู่ดี .. กินไอติมตอนหนาวๆ นี่ฟินยิ่งกว่าตอนหน้าร้อนนะ ลองสิคะ

ผ่านครึ่งทางไปกับ 1 ชั่วโมง 20 นาที .. ดูเวลาแล้ว น่าจะพอทันคัทออฟ ถ้าเราไม่หยุดจุดใดจุดหนึ่งนาน เพราะทำเวลาช่วงแรกมาค่อนข้างดี

ระหว่างทางเราก็ชวนกันคุยไปเรื่อยเปื่อย จะได้ไม่น่าเบื่อ ..เราพยายามเดินชิดซ้ายเพื่อให้​นักวิ่งวิ่งผ่านเราไป บางคนก็ตะโกนให้กำลังใจให้เราสู้ๆ

วันนี้ฮั้วใส่รองเท้าวิ่งรุ่น Distance S8 ของ Newton Running มา เพราะด้วยความคาดหวังว่าจะวิ่งลากน้องเข้าเส้นชัยสวยๆ .. ถ้าใครเคยใส่ Newton จะรู้เลยว่ารุ่นนี้มันรุ่นแข่ง พร้อมด้วย Lug ตรงกลางที่ดีดเอาๆ นั้นไม่เหมาะกับการเดินเลย (เคยเดินตอน IM ระยะ 42 km นั้น ช่างทรมานถึงขั้นต้องถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่าเลยค่ะ) ขาก็เริ่มปวดเกร็งมากเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้เร่งน้องให้เร็วขึ้นเพราะน้องเจ็บกว่าเราหลายเท่า

บางช่วงก็บอกน้องให้ลองวิ่งตะแคงดู เอาขาด้านที่ไม่เจ็บนำหน้า (คล้ายๆ การกระโดดไปด้านข้างน่ะค่ะ) ซึ่งก็พอช่วยทำให้น้องหายเมื่อยได้ ..​พี่เข้าใจว่าการเจ็บทุกอย่างก้าวเป็นอย่างไร

บางช่วงเจอรถพยาบาลก็ฉีดยาชาซักนิด แต่เราก็เจอรถพยาบาลน้อยมากๆ แถมสเปรย์ก็มีจำนวนน้อยเหลือเกิน ฮั้วโทษตัวเองในใจว่า รู้งี้เอาสเปรย์ติดตัวมาด้วยดีกว่า

หลายครั้งที่หันไปถามน้องว่าหยุดก็ได้นะ รักษาขาไว้ดีกว่า อย่าให้เจ็บหนักเกินไป ..​แต่น้องก็ตัดสินใจจะไปต่อ ใจสู้จริงๆ

ขอถ่ายรูปรวมซักหน่อย

เราเดินช้าๆ มาจนเข้าเขตลากูน่า เลยโทรหาน้องชิงชิงว่าให้กลับโรงแรมได้เลย ไม่ต้องรอกัน ..​ แต่ท้ายที่สุด ทั้งน้องชิงชิงและคุณเอ๋ก็ยืนรอเชียร์จนเราเข้าเส้นชัย แว๊บแรกที่เห็นทั้งสองคน เราดีใจมากๆ เลยค่ะ ขอบคุณจริงๆ

ฮั้วเชื่อว่าการได้ชัยชนะโดยไม่มีเพื่อนข้างกายมันช่างโดดเดี่ยว นี่อาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ฮั้วไม่ค่อยลงงานวิ่งแล้ว เพราะไม่รู้จักใครเลย เข้าเส้นชัยมามันก็ไม่ฟินเหมือนเก่า

ช่วงสุดท้าย น้องเจ็บมาก พี่สงสารจับใจ พยายามชวนคุยเรื่องอื่นๆ เพื่อให้เอาใจออกไปจากอาการเจ็บให้มากที่สุด ..​ทนอีกนิดนะ อีกนิดเดียวเท่านั้น

พอเลี้ยวโค้งมาเห็นเส้นชัย เราจึงเพิ่งจะเริ่มวิ่งอีกครั้ง ..​ เห็นน้องยิ้มดีใจแล้วพี่ก็ชื่นใจ ในที่สุดก็พาน้องเข้าเส้นชัยจนได้ เราจบการวิ่งครั้งนี้ด้วยเวลา 3 ชั่วโมง 22 นาที ค่ะ

เย้!!! สำเร็จแล้ว!!!

เคยมีคนบอกฮั้วว่า ภาพการวิ่งของฮั้วเพื่อเข้าเส้นชัยที่นี่เมื่อ 6 ปีก่อน เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เค้าอยากจะลองวิ่งฟูลมาราธอนบ้าง ..​ ในวันนี้ ภาพการวิ่งของน้องเพื่อเข้าเส้นชัยก็เป็นแรงบันดาลใจให้ฮั้วอยากกลับมาวิ่งเหมือนกัน

ฮั้วเคยวิ่งเพื่อสถิติ .. ​ฮั้วดีใจที่สถิติเราดีขึ้น แต่ก็ดีใจของเราคนเดียว

แต่ในวันนี้ ..​ ฮั้วค้นพบว่าการวิ่งเพื่อคนอื่น ฮั้วดีใจไปด้วยกันกับเพื่อนของเรา มันคือความสุขคูณสองเลยค่ะ

ลากูน่าภูเก็ตมาราธอน ..​ ประทับจิตประทับใจไปทุกครั้งสินะ ^_^