Race Report,  Triathlon

IRONMAN70.3 Danang 2016

วันแข่ง 8 พ.ค. 2559

งานนี้สมัครกันตั้งแต่ช่วงปลายปี 2015 .. ที่สมัครเพราะโดนนุ่นป้ายยามาบอกว่ามีกลุ่มคนไทยกลุ่มใหญ่ (กว่า 50 คน) วางแผนเดินทางไปแข่งที่นี่ เอาก็เอา .. อย่างน้อยก็ไม่ได้แข่งคนเดียวเหมือนอย่างงานบินตัน (รีวิวเดิม IRONMAN70.3 Bintan) .. ฮั้วเริ่มซ้อมเก็บระยะเมื่อตอนกลาง ๆ มกรา และซ้อมอย่างเข้มข้นช่วงเดือนเมษาท่ามกลางแสงแดดร้อนระอุ

การเดินทาง

ตอนช่วงที่ไปนั้นยังไม่มีสายการบินจากประเทศไทยที่บินตรงกรุงเทพ-ดานัง แต่มีหลายสายการบินที่บินไปเวียดนามอยู่แล้ว เช่น TG, Nok Air .. คณะฮั้วเลยเลือกบินจากกรุงเทพ-โฮจิมินท์ แล้วต่อเครื่องภายในประเทศ (เวียดนามแอร์ไลน์) บินจากโฮจิมินท์ไปดานัง .. ทริปนี้เลยเสียเวลาค่อนข้างมากกับการเดินทาง เรียกว่าออกจากกรุงเทพตั้งแต่ 7 โมงเช้า กว่าจะถึงโรงแรมและได้เช็คอินก็เกือบ 16.00 น.

แต่ตอนนี้มีบินตรงกรุงเทพ-ดานังแล้วจากสายการบินบางกอกแอร์เวส์ ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้นมาก

พอถึงสนามบินโฮจิมินท์ก็ได้เจอแก๊งค์นักไตรคนไทยมากมาย พวกเรารวมกันจัดเป็นกรุ๊ปทัวร์เพื่อจ้างรถและวางแผนการเดินทาง พร้อมทั้งจัดหาไกด์ท้องถิ่นให้ด้วย

Expo / Race Briefing 

พอเดินทางไปถึง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการไปรับบิบ .. การจัดงานเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ช้าเลย เจ้าหน้าที่อธิบายอุปกรณ์ในถุงพร้อมรอยยิ้มตลอดเวลา สินค้าที่มาขายก็ค่อนข้างโอเค มีทั้งเสื้อผ้าที่ระลึก เสื้อผ้าจากแบรนด์ไตรฯ งานนี้ได้เสียตังค์ไปหลายเลยค่ะ

ในส่วนของ briefing นั้นก็มีหลายรอบ พลาดรอบนึงก็ไปเข้าอีกรอบได้ .. สิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอคือ ทิศทางการขับรถที่นี่ต่างจากบ้านเรา การปั่นจักรยานต้องขี่ชิดขวา (ช้าชิดขวา จะแซงต้องแซงซ้าย)

วันเสาร์เช้า คือการทดสอบเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการว่ายหรือปั่น .. พอไปถึงหาด นักไตรฯ ทั้งหลายบอกว่ามีแมงกะพรุน ฮั้วเลยขอข้ามการว่ายทดสอบไป เพราะถ้าจะโดนแมงกะพรุน ก็ขอโดนทีเดียววันแข่งเลยดีกว่า .. เราเลยออกไปปั่นรอบเมืองเพื่อดูเส้นทางการปั่นแทน พบว่าอากาศร้อนมาก และลมก็แรงมาก เพราะเป็นเส้นทางที่เลียบชายทะเล .. Highlight ของการปั่น ขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำ ขึ้นยาว 1100 เมตร ลงอีก 1100 เมตร.. ควงขายาวๆ ดีนะ

การปั่นและวิ่ง ไม่มีร่มไม้เลยซักแอะ วิ่งยาว 10.5 กิโลแล้วกลับตัว .. นึกในใจวันแข่งคงตัวไหม้แน่ ๆ

หลังจากนั้นก็เอาจักรยานเข้าเช็คอินตอนเย็น .. ทุกครั้งที่ต้องเอาจักรยานเข้า transition ฮั้วก็จะเสียววาบในใจทุกครั้ง .. พื้นที่ที่นี่แบ่งเป็น box ให้ แต่ที่แคบมาก จะเข้าไปเอาของก็ต้องฝ่าดง handle bar เข้าไป แค่เสียบล้อเข้าช่องยังแอบเสียวเลย .. จุด transition ที่นี่ไกลจากหาดมาก โปรดจินตนาการพัทยาไตรที่ฮาร์ดร็อคปี 2015 นะฮะ พอๆกันเลย (แค่ไม่มีว่ายน้ำในสระเท่านั้น) .. ก่อนออกจาก transition ก็ขออธิษฐานเบา ๆ ว่า “อย่าแบน อย่าแตก อย่ามีปัญหานะจ๊ะ ลูกรัก” ..

การมาแข่งต่างประเทศ (โดยเฉพาะงานไตร) เราต้องเตรียมทุกอย่างมาให้พร้อม อย่ามาหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า (อย่างที่เคยประสบมาที่บินตัน) .. งานนี้ฮั้วเลยจัดของมาเต็มพิกัด เหลือดีกว่าขาด

การว่ายน้ำ

สิ่งแรกที่ทำเมื่อมาที่ transition ของตัวเอง คือเช็คยางว่าแบนไหม เห็นสภาพรถเปียกแฉะชุ่มไปด้วยน้ำก็รู้ว่าเมื่อคืนฝนตกแน่ ๆ (แต่ไม่ได้ติดพลาสติกหุ้มรถมาด้วย) .. ของที่วางรอบนี้เยอะหน่อย ทั้งอุปกรณ์ที่ต้องใช้เป็นปกติอยู่แล้ว nutrition ต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นมา (ระยะไกลขึ้น ของกินก็เยอะขึ้น โดยเฉพาะรอบนี้โดนย้ำนักหนาจากไซมอนว่า ไม่หิว ไม่เหนื่อย แต่ยูต้องกินทุกครึ่งชั่วโมง) ..วางของเสร็จ ทบทวนขั้นตอนว่าต้องอะไรบ้าง เอา Mio HRM ใส่ติดข้อมือ แล้วเดินไปที่หาด

แผนแรกคือจะลงว่ายแบบใส่ top แล้วขึ้นมาใส่เสื้อปั่นเพราะใส่ของต่าง ๆ ได้เยอะ แต่พอได้ยินข่าวเรื่องแมงกะพรุนเลยตัดสินใจใส่เสื้อไตรแล้วค่อยมาเปลี่ยนเป็นเสื้อปั่น (เสื้อไตรกระเป๋าเล็กกว่ามาก และกลัวไหล่ไหม้ด้วย)

เมื่อเดินไปถึงชายหาด สิ่งที่คิดคือว่ายวอร์ม แต่เจอฝูงชนที่ขึ้นมาแบบตัวแดงๆ พร้อมบ่นถึงอาการโดนแมงกะพรุน ข้าพเจ้าก็ขวัญผวาอีกครั้ง .. ฟังแล้วใจก็คิดอยากจะ DNS แต่อีกใจก็คิดว่าซ้อมมาขนาดนี้แล้ว เดินทางมาขนาดนี้ จะมาไม่เริ่มได้อย่างไร .. ตอนบินตันหนักกว่านี้ยังสู้จนเริ่มได้เลย แล้วนี่อะไร จะมาถอดใจเพราะแมงกะพรุน


สิ่งที่ทำคือไม่ลงวอร์มว่ายน้ำ ถ้าจะโดนก็ขอโดนตอนแข่งเลย ซึ่งเอาจริง ๆ พอลงว่ายปุ๊บ ก็ตุบตับหนุบหนับกับฝูงชน ฝูงตีนกบ และโดนแตนรุมต่อยทุกอณู จี๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ ตลอด 300 เมตร อาจจะเพราะไม่ได้วอร์มและกลัวจัดตั้งแต่ก่อนลง อาการ panic ก็กลับมา ขนาดใช้ท่ากบก็ยังไม่ช่วย

sighting มองยากมาก มีทุ่นใหญ่อยู่ 3 ลูกและทุ่นเล็กอีกสองลูก (ว่ายเป็นตัว T) และไม่มีจุดสังเกตที่เป็นตึกหรืออะไรสูง ๆ เลยว่ายลำบากมาก เงยขึ้นมาดูแทบจะไม่เห็นอะไร เรียกว่าต้องว่ายตามคนข้าง ๆ และคอยดูเรือเจ้าหน้าที่ว่าเรามาถูกทางหรือเปล่า

พอผ่านทุ่นแรกก็เริ่มกลับเข้าฟรีสไตล์ แต่ต้องกบเป็นระยะ ๆ เพราะต้องมองทางชัด ๆ ไม่อยากเสียเวลาด้วยการว่ายเบี้ยว .. เมื่อเลี้ยวสุดท้ายเพื่อกลับเข้าฝั่งก็ต้องว่ายฝ่าฝูงแตนอีกครั้ง เจ็บไปทั้งตัว แต่ทนได้ .. แอบฉี่หนึ่งจึ๊กก่อนขึ้นฝั่งเพราะกินน้ำเข้าไปเยอะ ..ระหว่างวิ่งเข้า transition ที่ไกลสลัด ก็วิ่งไปถอดเสื้อไตรไปด้วย

เมื่อกลับเข้า transition ก็ใส่เสื้อปั่น ถุงเท้า รองเท้า ถุงมือ ถุงเครื่องมือจักรยาน (ยางใน CO2 ที่งัด) เจล ขวดน้ำ แว่นกันแดด หมวกจักรยาน เอานาฬิกาติดที่จักรยาน และเดินไปที่จุดขึ้นจักรยาน .. ทางวิ่งค่อนข้างลำบากเพราะจุด transition จัดอยู่บนสนามหญ้าแล้วใช้ปูพรมทับ .. จึงตัดสินใจไม่เสี่ยงวิ่ง ใช้การเดินจูงจักรยานแบบค่อย ๆ ไป

ป.ล. กฏของช่วงว่ายคือห้ามใส่ calf compression ..ก็เลยไม่ใส่ตลอดการแข่ง ไม่อยากเสียเวลามาใส่ตอนตัวเปียก ๆ

การปั่น 

ปกติจะปั่นตามความเหนื่อย แต่รอบนี้ระยะไกลและซ้อมมาแบบคุมหัวใจตลอด เลยตัดสินใจใส่ HRM .. เอาใส่ลงว่ายน้ำด้วยซะเลย จะได้ไม่ลืมตอนขึ้นจักรยาน ระหว่างวิ่งมา transition ก็กดเปิดเครื่อง

คราวนี้ทำตามแผนได้ดีหัวใจไม่ขึ้น red zone ไม่รีบวิ่งไป transition ไม่ลืมขั้นตอนที่คิดไว้ ออกปั่นแบบไม่เร่ง ควงขาไปเรื่อยๆ คิดในใจว่าจะปั่นแบบควงขาแบบไซมอนมักจะคอมเมนท์หรือเอาตามจังหวะตัวเอง สุดท้ายเลือกสไตล์ตัวเอง ก็ชั้นสบายกับแบบนี้

ผ่าน 18 km แรกแบบสบาย ๆ เฉลี่ยหัวใจอยู่ 143 bpm การหายใจไม่เหนื่อยเลยคงเพซนี้ไปเรื่อย ๆ จนมาถึงสะพานสูงข้ามแม่น้ำ ไต่ขึ้นยาว 1.1 km ก็เลยเปลี่ยนเป็นจานหน้าเล็ก เน้นควงขา หัวใจไปแตะ 153 bpm ..ตอนลงสะพาน ก็รีบเปลี่ยนจานหน้าใหญ่ แต่ไม่เร่ง ปล่อยไหล เพราะผู้จัดเตือนไว้แล้วว่าให้ระวังช่วงรอยต่อของสะพานอาจจะสะดุดได้

สิ่งที่ต้องระวังของสนามนี้คือ ทางแคบและการจราจรแบบชั้นต้องได้ไปของคนเวียดนาม ผู้จัดให้ประมาณ 1 – 2 เลนรถ แต่คนแข่งต้องคอยระวังรถมอเตอร์ไซค์ที่มักจะโผล่พรวดออกมา ช่วงจุดให้น้ำก็ต้องระวังเป็นพิเศษด้วย เพราะให้เป็นขวด บางคนรับพลาด ขวดหล่นเต็มถนน.. เส้นทางที่นี่เน้นทางเรียบ ลมพัดเข้าข้างแต่ไม่แรงแบบชะอำไตร วิวสวย ปั่นริมทะเลตลอด ดูวิว ดูรถ ดูคนข้ามถนนก็ช่วยทำให้การปั่น 90 km น่าเบื่อน้อยลงนิดนึง

ช่วงแรก ๆ ทำความเร็วได้ดี เห็นหลายคนอัดกันกระหน่ำ ส่วนฮั้วแม้ยังไม่เหนื่อย แต่เน้นปั่นเรื่อย ๆ เน้นควงตามจังหวะ เตือนตัวเองในใจ “ไตรกีฬาประกอบด้วยกีฬาสามอย่างนะจ๊ะ นี่เพิ่งจะปั่น อย่าเพิ่งเร่ง” ..แผนของไซมอนที่กำหนดไว้ไม่ได้เน้นเรื่องความเร็วหรืออะไรทั้งนั้น เน้นแต่ Nutrition ๆ ๆ ๆ ไซมอนวางแผนช่วงเวลาและ intake calories ต่อชั่วโมงให้เลย .. เฉลี่ยแล้วต้องมีเข้าปากทุกครึ่งชั่วโมง

เค้าบอกสนามนี้เร็วแต่ร้อน เพราะฉะนั้นน้ำและพลังงานห้ามขาด!! ไม่หิว ไม่เหนื่อย ไม่อยาก ก็ต้องกิน .. เมื่อได้รับบทเรียนจากชะอำมาแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่ดื้อ เตรียมของและทำตามทุกอย่าง

ปั่นผ่านไป 40 km เริ่มปวดหลังล่างด้านซ้าย เป็นจุดที่ไม่เคยปวดมาก่อน น่าจะเพราะบางช่วงถนนขรุขระเลยกระแทกบ่อย .. ปัญหาจึงไม่ใช่แรงและความเหนื่อย แต่เป็นอาการปวดหลังที่ทำให้ต้องลุกขึ้นมายืดบ่อย ๆ ..ยิ่งช่วง 30 km สุดท้าย ปวดจนต้องยอมนั่งปั่นยาว ๆ ความเร็วลดลงไปเยอะและมาเจอช่วงต้านลมอีก แต่ยังคงแซงคนอื่น ๆ มาเรื่อย ๆ

ดูเวลารวมตอนปั่นตกอยู่ 3 ชั่วโมง ดีใจที่ทำเวลาได้ตามคาด ความเหนื่อยไม่มากมีแต่เมื่อย หัวใจเฉลี่ยช่วงปั่นอยู่ 142 bpm ตกโซนสามซะเป็นส่วนใหญ่ กิน nutrition ตามแผน กินน้ำเหมือนทุกครั้งที่ซ้อม .. พอลงจักรยานมา ดีใจมาก เพราะปวดหลังจนอยากวิ่งแล้ว ค่อยๆ เดินกลับไป transition ของตัวเอง แต่ขอแวะเข้าห้องน้ำก่อน ปวดฉี่มา 20 กว่ากิโล

เข้า T2 ก็ถอดของออกทุกอย่าง ใส่หมวกวิ่ง รองเท้าวิ่ง หยิบเจล แล้วก็ออกวิ่งตามจังหวะตัวเอง ขาชั้นแตะถึงพื้นแล้ว ถึงคราวระเบิดพลังงาน .. แต่จะวิ่งอย่างไรดีล่ะ??

ป.ล. ขึ้นจากว่ายน้ำเป็นอันดับที่ 664/983 .. จบจักรยานที่อันดับ 534/983

การวิ่ง 

แผนที่ได้จากโค้ชไซมอนคือให้จิบน้ำจากทุกซุ้ม กำหนดว่าต้องกินน้ำเท่าไหร่ในแต่ละชั่วโมง ต้องกินเจลและเกลือแร่เติม และสนามนี้จะร้อนมาก จึงควรให้เริ่มจากเพซซัก 6:30-6:45

จากประสบการณ์ผ่านสนามร้อน ๆ แบบชะอำเมื่อมีนา และหลังจากบินตันเมื่อปีที่แล้ว ฮั้วก็เรียนรู้ว่าเมื่อพลังหมดมันหมดจริง ๆ ดึงยังไงก็ไม่ขึ้น เพราะฉะนั้นรอบนี้จึงเติมพลังงานจากจักรยานมาเต็มที่ ลงมาต่อวิ่งก็นับชั่วโมงการเติมเจลต่อเลย .. ส่วนความรู้สึกหลังจากปั่น 90 km แล้วลงมาวิ่งนั้นมันล้ามากกว่าการวิ่งฮาล์ฟอย่างเดียว .. รวมไปถึงตารางการซ้อมที่ผ่านมา ไม่เน้นวิ่งเลย ปกติจะวิ่ง 6 – 8 km ไม่เกินนี้ วิ่งยาว 15 km มาสองครั้ง เรียกว่าไม่มั่นใจในช่วงวิ่งที่สุด กลัวความทนทานไม่เพียงพอ

เมื่อลงมาวิ่งแล้วแผนการกินเจลยังคงทำต่อไป เพิ่มเติมคือการจิบน้ำทุกจุดให้น้ำ สลับกับการกินเกลือแร่หรือโค้กในทุก ๆ 2 station .. ขาวิ่งไป สมาธิอยู่ที่การหายใจ ต้องการหายใจแบบเรื่อย ๆ แบบไม่เหนื่อย เมื่อมองนาฬิกาแล้วอยู่ที่ประมาณ 145 bpm ก็ถือว่าไม่สูงมาก

ในใจนับก้าว 1-2-1-2 ไปเรื่อย พยายามคุมท่าให้วิ่งได้สบายที่สุด คุมการหายใจให้ไม่เหนื่อย คุม cadence ไม่ให้ตก คุม HR ไม่ให้พุ่ง ดูเพซแล้วตกอยู่ 6:00 โดยประมาณ เร็วกว่าที่ไซมอนกำหนด แต่ในเมื่อหัวใจและการหายใจยังดูไม่แย่ ก็เอาแบบนี้ไปก่อนละกัน

คิดในใจว่าจะคุมเพซประมาณนี้ไปจนครึ่งทาง แล้วค่อยว่ากันว่าพลังเหลือเท่าไหร่ ไม่อยากเร่งตั้งแต่แรก ครึ่งทางแรกก็ค่อย ๆ ไล่เก็บคนข้างหน้ามาทีละคนสองคน คนส่วนใหญ่เริ่มวิ่งช้าและหยุดเดิน

เมื่อถึงเวลากินเจลก็ต้องกินแม้ว่าจะไม่เหนื่อย ทำตามแผนที่คิดไว้ทุกอย่าง เอาฟองน้ำราดหัว ติดไว้ที่บ่า เพราะร้อนจริง ๆ ต้นไม้ที่ลงเป็นต้นไม้ใหม่ ใบก็ไม่มี อย่างที่ผู้จัดเรียกว่า hunting the shade


เมื่อกลับตัว เช็คความเหนื่อยแล้วยังไปได้ ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ จึงค่อย ๆ เร่งจังหวะขึ้นโดยยังคุมการหายใจไม่ให้เหนื่อยมาก แดดช่วงเที่ยงทำให้ต้องระวังมากขึ้น ซุ้มน้ำเริ่มขาดน้ำที่ใช้ราดตัว ฟองน้ำไม่เหลือ นึกในใจว่าขอผ่านจุด 15 km ก่อนแล้วดูตามสภาพอีกที

เมื่อเข้ากิโล 16 จึงค่อยเร่ง cadence ขึ้นแต่ยังคุมไม่ให้เหนื่อยมาก เริ่มคิดสะระตะในใจว่าจะใส่ให้สุดหรือจะเลี้ยงไปเรื่อย ๆ แล้วเข้าเส้นชัยสวย ๆ ดีกว่ากัน เริ่มคิดท่าเข้าเส้นชัย เริ่มเก็บคนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ..ช่วง 5 กิโลสุดท้าย เริ่มคิดคำนวณว่าจะกดให้ต่ำกว่า 6 ชั่วโมงดีไหม ดูเวลาแล้วถ้าจะเอา sub 6 ต้องวิ่งเพซ 5 ตลอด คิดถามในใจว่าวิ่งไหวไหม สุดท้ายตัดสินใจวิ่งแบบค่อย ๆ กดลงเพซลงตามถนัด ไล่ negative ไปเรื่อย ๆ 6:12 – 5:47 – 5:43 – 5:41 – 5:39 – 4:55

เมื่อเข้าเขตโรงแรมวิ่งตามทางไปที่จุดเส้นชัย ซึ่งตั้งอยู่ริมหาด ช่วงนี้ต้องระวังและวิ่งยาก เพราะต้องวิ่งบนทรายแห้ง (ประมาณ 200 เมตร) เข้าเส้นชัยแบบสวย ๆ ได้ยินประกาศ “It’s Kanchana from Thailand!!!” … yes, that’s me!! มองเวลาที่นาฬิกา 6 ชั่วโมง 11 นาที ภูมิใจมาก!!

ว่ายน้ำ : อันดับ 664/983 .. จักรยาน : อันดับ 534/983 .. จบการแข่งขัน : อันดับ 378/983

ผลพวงจากงานนี้นอกจากได้เสื้อ finisher สวย ๆ เหรียญงาม ๆ แล้ว .. ยังได้ tattoo สีผิวไหม้ติดมาด้วย ^_^

วีดีโอสนุก ๆ จาก Bike Zone .. ขอบคุณภาพสวย ๆ จาก Bonkey Film