Articles,  Stories

My First Full Marathon … And We Ran Happily Ever After

เรื่องราวฟูลมาราธอนแรกของน้องปุ๊ก (aka พระพันปี) ของพวกเราทีม 349 Running Club.. คุณแม่ลูกสองที่หันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการวิ่งเพื่อจะมีร่างกายที่แข็งแรงสำหรับครอบครัวของเธอ

—————————————————————————————-

ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา ปุ๊กเป็นผู้หญิงคนนึงที่เกลียดการออกกำลังกายมากเพราะเป็นคนที่ไม่มีทักษะการเล่นกีฬาอะไรเลย ประกอบกับว่าเป็นคนผอมอยู่แล้วจึงไม่รู้ว่าจะออกกำลังกายไปทำไม แต่หลังจากที่ปุ๊กมีลูกชายสองคน ซึ่งกำลังอยู่ในวัยซน เราให้ความสำคัญมาก ว่าลูกต้องเล่นกีฬาเพื่อให้เค้าแข็งแรง พาไปว่ายน้ำ พาไปวิ่ง ไปเล่น scooter ในสวน แต่ปุ๊กกลับวิ่งตามลูกไม่ทัน เฮ้ย เด็กแค่นี้จะวิ่งเร็วไปถึงไหน ส่วนคุณสามี พี่บิ๊ก ก็เป็นผู้ชายที่ชอบออกกำลังกายมาก เล่นได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ปุ๊กเริ่มปรึกษาพี่บิ๊กว่าอยากออกกำลังกายอยากได้หุ่นก่อนมีลูกคืนมา และอยากทำกิจกรรมกับลูกได้อย่างไม่เหนื่อย พี่บิ๊กแนะนำให้ออกกำลังกายประเภท cardio เพื่อลดไขมันส่วนเกินก่อน เพราะปุ๊กเล่นโยคะอยู่แล้ว ง่ายๆ เลยนะ เธอแค่ไปวิ่งเครื่อง แล้วนั่นคือจุดที่ทำให้หันมาเริ่มวิ่ง

ปุ๊กเริ่มคิดที่จะวิ่งในวันที่คุณสามีเริ่มฝึกสำหรับฟูลมาราธอนแรกของเค้า เราเริ่มวิ่งที่ 5k ในวันที่เค้ากำลังซ้อมเพื่อให้จบ 42k ทุกครั้งที่ปุ๊กออกไปซ้อมวิ่ง เรามักคิดอยู่เสมอว่า ทุกๆ ก้าวที่วิ่งนี้จะต้องทำให้วันนึงปุ๊กได้วิ่งระยะเดียวกับพี่บิ๊กให้ได้ ปุ๊กเริ่มซ้อมที่สวนลุมตอนเย็น 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์ โดยเริ่มที่วิ่ง 2 รอบสวนลุม หลังจากนั้นก็เริ่มเป็น 10k และ half แรกที่งานจอมบึงปีที่แล้ว (2014)

Standard Chartered Bangkok Marathon 2014

แน่นอนว่าปุ๊กอยากจะไปให้ถึงระยะฟูลมาราธอน แต่จะเอาเวลาที่ไหนไปซ้อม มีลูกติดตัวอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง แอบอิจฉาคนไม่มีลูกขึ้นมาทันที แต่ถ้าเราไม่เริ่มวันนี้ มันก็ไม่มีวันทำได้ซะที ตัดสินใจจะหล่ะจะลงฟูล แต่เอารายการไหนดีหล่ะ จริงๆ ปุ๊กยังติดใจสนามจอมบึง แต่ก็อดเพราะเป็นวันเดียวกับการวิ่งรายการ Columbia ที่พี่บิ๊กเลือกไปอันนี้แน่นอน ในที่สุดจึงต้องย้อนกลับมาที่กรุงเทพมาราธอน

การเข้าตารางซ้อมฟูลมาราธอนสำหรับคุณแม่ลูกสอง ที่เลี้ยงลูกเองโดยไม่มีพี่เลี้ยงนั้น มันช่างยากลำบากมาก ตอนเย็นจะออกไปซ้อมได้นั้น ต้องไม่กระทบกับกิจกรรมและการทำการบ้านอ่านหนังสือของลูก และเมื่อพี่บิ๊กเองก็ต้องมีเวลาซ้อมสำหรับไตรกีฬาด้วย เสาร์อาทิตย์ เราก็เลยต้องสลับกันซ้อมคนละวัน พี่บิ๊กซ้อมวันเสาร์ ส่วนปุ๊กซ้อมวิ่งยาววันอาทิตย์

แต่ใช่ว่าจะได้ซ้อมทุกอาทิตย์นะค่ะ บางอาทิตย์คุณลูกก็มีแข่งว่ายน้ำ มีการแสดงไวโอลิน เราก็ต้องตัดการซ้อมอาทิตย์นั้นไปเลย วิธีการซ้อมของปุ๊กอาจจะไม่เหมือนคนอื่น เมื่อเข้าตารางซ้อมไม่ได้ ก็ใช้มันไว้เป็นแนวทางว่าในอาทิตย์นี้ควรวิ่งรวมกันประมาณกี่กิโล ซึ่งบางคนก็สงสัยว่าเลี้ยงลูกเต็มเวลาขนาดนี้จะเอาเวลาที่ไหนมาซ้อมวิ่ง คุณแม่ที่ไหนจะไปทำได้ เลี้ยงลูกทั้งวันก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว จริงๆ แล้วมันทำได้ค่ะ เราแค่ต้องวางแผนเวลาดีๆ ปุ๊กต้องวางแผนในแต่ละสัปดาห์เป็นอย่างดี ว่าวันไหนกลับบ้านมาเร็ว กิจกรรมลูกน้อย วันนั้นจะต้องซ้อมวิ่ง ซึ่งถ้าเย็นไหนปุ๊กซ้อมวิ่งนั้นหมายถึงว่าคืนนั้นจะอดอ่านหนังสือและซ้อมไวโอลินกับลูก แต่วันถัดไปต้องพักวิ่งและให้เวลาก่อนนอนกับลูกทันที ทำแบบนี้สลับกันไป 5 วัน จนตอนเย็นลูกเริ่มถามแล้วว่า “mommy, are you going out running again?”

การซ้อมในช่วง 3 เดือน

นอกจากนี้ปุ๊กใช้การลงรายการวิ่งเป็นสนามซ้อม ระหว่างการซ้อม 16 อาทิตย์  ปุ๊กลงรายการ half marathon ไป 5 งาน (12 สิงหา Half Marathon, Human Run, Khao Yai Trail, Empire We Run, และ MegaBangna Half Marathon) วิ่งยาว 30k ไปหนึ่งครั้ง และ 36k ไปอีกหนึ่งครั้ง

แต่พอซ้อมเยอะๆ และยืดเยียดไม่พอ ก็เจ็บที่เอ็นหลังหัวเข่าด้านหลัง ก่อนวิ่งเครียดเลย พักวิ่งไป 2 อาทิตย์ได้ ก่อนวันงานคุยกับลูกชายวัย 6 ปีในรถ ถามเค้าว่าแม่จะทำสำเร็จมั้ย เค้าบอกว่า “You can do it. If you got injury, just ignore it and keep running … don’t STOP. If you fall down, keep running and put bandage on.” อีแม่หัวเราะทั้งน้ำตาเลย

ซ้อมวิ่งในเมือง

ขอเล่าถึงคนที่เป็นกำลังสำคัญในการซ้อมครั้งนี้ ก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสามีของตัวเอง คนที่พาปุ๊กออกมาวิ่งตั้งแต่วันแรก ให้คำแนะนำทุกอย่างเกี่ยวกับการวิ่ง พี่บิ๊กวางแผนการวิ่งยาวแต่ละอาทิตย์ให้ปุ๊ก เลี้ยงลูกให้เวลาที่ปุ๊กต้องออกไปซ้อมวิ่ง นอกจากปุ๊กต้องซ้อมวิ่งให้จบ พี่บิ๊กก็ต้องซ้อมวิ่งช้าให้วิ่งเพซเดียวกับปุ๊กในวันแข่งให้ได้ น่าสงสารเนอะ ปกติวิ่งจบฟูลสัก 4 ชม ต้องมาซ้อมให้จบแบบ 6 ชม

วันเสาร์ก่อนวันสำคัญ ก็ไม่มีเวลาตื่นเต้นค่ะ หน้าที่แม่ยังดำเนินต่อไป ลูกชายคนโตมีการแสดงเล่นดนตรีเดี่ยวที่โรงเรียน ฮีเลือกแสดงทั้งกลองและไวโอลิน แม่คนนี้ก็ลุ้นจนลืมเรื่องมาราธอนวันพรุ่งนี้ไปเลย ข้าวปลาไม่ได้กิน ไม่ลงไม่โหลดแล้ว ขอให้ลูกเล่นจบ เล่นไม่ผิดคีย์ก็พอ บ่าย 3 เพิ่งได้กินข้าวกลางวัน ข้าวเย็นก็เลื่อนไปเป็น 1 ทุ่ม แล้วจะได้นอนกี่โมงเนี่ย โชคดีเป็นคนนอนง่าย หัวถึงหมอนก็หลับเลย 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน 4 ชั่วโมงเนี่ยพอเลย เพราะตั้งแต่เป็นแม่มาเนี่ยก็ไม่เคยได้นอนยาวอยู่แล้ว

และแล้ววันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2558 ก็มาถึง พี่บิ๊กวางแผนให้วิ่งที่เพซ 7.30 เพื่อให้มีอาการเจ็บน้อยที่สุด และสามารถจบได้ในเวลา 6 ชั่วโมง ทำใจไว้แล้วว่าอาการเจ็บต้องกลับมา กิโลที่ 30 เป็นต้นไปต้องเจ็บสุด คิดเอง เออเองทุกอย่าง วิ่งวันนี้ตัดสินใจแบกเป้น้ำไปด้วยเพราะปกติวิ่งยาวๆ ปุ๊กจะมีอาการปวดไหล่ มันคงเกร็งโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าใส่เป้น้ำ มันทำให้เหมือนดึงไหล่ลงนิดนึง อาการเมื่อยไหล่ก็ไม่มี

ไปถึงงานไม่นานก็ออกตัว 3..2..1.. วิ่งออกตัวไปเรื่อยๆ บอกตัวเองไว้ว่าไม่รีบ ให้ขาออกอาการเจ็บให้ช้าที่สุด แล้วมันก็มาจริงๆ แค่ 5 โลก็ตึงๆ ที่หลังหัวเข่าทันที แต่ก็วิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจมัน ช่วง 10k แรกวิ่งเกาะไปกับ pacer 5.30 hr หลังจากนั้นก็เริ่มต้องหยุดยืด hamstring ทุก 2 กิโลตรง station น้ำ เลยวางแผนกับพี่บิ๊กว่าจะวิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่หยุดเดิน แต่พอครบ 2 กิโลทุก station น้ำ จะขอหยุดยืด hamstring ประมาณ 1 นาที ส่วนพี่บิ๊กก็นั่งรอ น่าสงสารมาก เราทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ค่ะ โดยไม่สนใจ pacer แล้ว จนถึงจุดกลับตัวประมาณ กม 15 ก็แวะเข้าห้องน้ำ เพราะสังเกตจากขาที่วิ่งมา ว่าฝั่งตรงข้ามไม่มีรถห้องน้ำเลย อันนี้น่าจะเป็นอันสุดท้าย ไม่งั้นคงต้องทนยาวไปถึงบนสะพานพระราม 8

วิ่งมาจนถึงประมาณกิโลที่ 22 ก็มาเจอพวกฮาล์ฟกลับตัว พี่บิ๊กก็สังเกตุว่าเส้นทางของฮาล์ฟแปลกๆ พวกเราไม่น่าจะต้องเจอฮาล์ฟเร็วขนาดนี้แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเส้นทางวิ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลง หลังจากที่รวมตัววิ่งกับกลุ่มฮาล์ฟ นักวิ่งก็เยอะมาก จะเข้าไปกินน้ำแต่ละจุดยากมาก โชคดีที่มีเป้น้ำมา ก็เลยไม่เป็นห่วงว่าน้ำจะหมด ถึงประมาณกิโลที่ 23 น้องมินเมย์วิ่งมาทัก ดีใจมากเลยที่เจอ ถามน้องเค้าว่าวิ่งมากี่โลแล้ว มินเมย์บอกว่าประมาณ 8k ตอนนั้นเริ่มคำนวณในหัว ว่าของฟูลเหลืออีกประมาณ 20k น้องวิ่งมา 8 ถ้าวิ่งไปด้วยกันจนจบก็ 28k แสดงว่าฮาล์ฟต้องแยกกับฟูล ณ แยกใดแยกหนึ่ง

ถ่ายกับสะพานพระรามแปด

ปุ๊กกับพี่บิ๊กวิ่งไปเรื่อยๆ ตามความเร็วที่ตั้งใจไว้เลยคือประมาณ 7.15-7.25 เส้นทางวิ่งบางจุดไฟถนนดับ มืดมาก กลัวหกล้มที่สุด ตั้งสมาธิอยู่กับการยกเท้าและวางเท้าตลอดเวลา เราสองคนค่อยๆ วิ่งกันไปทีละ 2 กิโล 22..24..26..28 และไม่ลืมที่จะหยุดยืดทุกครั้ง จนมาถึงสะพานพระราม 8 เย้ๆ ได้เจอพี่ตุ้มแห่ง shutter running แล้ว แต่เนื่องจากนักวิ่งเยอะมาก เกือบไม่ได้ภาพ พี่ตุ้มใจดีมาก เรียกให้หยุด แล้วพี่ก็ถอยหลังด้วยเลนส์ 70-200 ไปถ่ายให้ สบายใจหล่ะได้ภาพบนสะพานพระราม 8

ตอนนี้อาการขาก็เจ็บอ่ะค่ะ แต่พยายามไม่สนใจมัน ในใจคิดว่าพอถึงกิโลที่ 30 เราจะได้เจอเพื่อนๆ 349 ที่มารอให้กำลังใจพร้อมกับเสบียง แล้วก็คงมีสเปรย์ ทนอีกนิดเดียวก็คงเจอเพื่อนๆ แล้ว แล้วก็เห็นจริงๆ ค่ะ ดีใจวิ่งกรี๊ดกร๊าดมากไปหาเพื่อนๆ 349 มีพี่เอ๋ น้องไนท์ และน้องมายด์ รออยู่ (พี่บิ๊กตกใจเลยว่าเธอจะวิ่งดีใจไปไหน 555) ตอนนั้นรู้สึกว่าเราโชคดีมากที่มีเพื่อนๆ มาคอยอยู่ มีน้ำแดงเย็นๆ ทาน มีกล้วย และอาหารมากมาย ถึงสเปรย์จะหมด แต่ก็รู้สึกหายเจ็บไปเลย

หลังจากได้พัก น้องไนท์ก็ออกตัวมาวิ่งด้วย เราเหลืออีกแค่ 10 กิโลเอง น้องไนท์ให้กำลังใจมาก ตอนนี้เส้นทางวิ่งเริ่มแคบลง นักวิ่งก็เยอะ แต่มีน้องไนท์และพี่บิ๊กคอยวิ่งนำทางให้ เราก็วิ่งนับทีละ 2 กิโลต่อไป 30..32..34..36 โดยที่ฮาล์ฟไม่ได้แยกตัวไปไหนเลย จนมาเจอน้องจือ ยืนเชียร์อยู่หลังจากที่เลยพระที่นั่งอนันตสมาคมแล้ว เลยเพิ่งรู้ว่าระยะฮาล์ฟโดนแถมไปอีก 7 โล สงสารอ่ะ นึกถึงคนที่ซ้อมไม่ถึง หิว หมดแรง 7 กิโลเนี่ยไม่ใช่น้อยๆ เลย

ขอบคุณ service team ของ 349 ที่มาเต็มพลังให้ ขอบคุณน้องไนท์ที่มาวิ่งเป็นเพื่อนแล้วยังคอยตามถ่ายรูปให้

วิ่งมาจนถึงจุดที่รวมตัวกับนักวิ่ง 10 โล คนเยอะมากกกกกกก คิดในใจว่า เมื่อปีที่แล้ว เราก็วิ่งเป็น 1 ในกลุ่มนี้แหล่ะ ปีนี้เราพัฒนาเป็นฟูลแล้วค่ะ ภูมิใจในตัวเองนิดๆ เหลืออีก 5 กิโลสุดท้าย มันช่างยาวไกล แต่คิดว่าจบก่อน 6 ชั่วโมงแน่นอน ตอนนี้ต้องวิ่งอยู่ทางขวาแล้ว เพราะนักวิ่งมหาศาลมาก แซงไปทีละคนทีละคน วิ่งก็ลำบากมาก แต่เรื่องนี้ก็ทำใจไว้แล้ว เหลือบไปเห็นน้องโอ๋ 349 ที่ station น้ำ ดีใจมากที่เห็นน้องวิ่งมาอย่างลั้ลลามาก น้องโอ๋จบได้อย่างแน่นอน แล้วเราก็วิ่งตามหลังน้องไปอย่างมีความสุข

จนถึงตอนนี้เหลืออีก 2 กิโลสุดท้าย ปุ๊กไม่อยากจะวิ่งเร็วไปกว่านี้แล้วค่ะ อยากชื่นชมกับบรรยากาศวิ่งฟูลมาราธอนครั้งแรกในชีวิตไปเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ ปุ๊กเป็นแค่คนที่นั่งเชียร์นักวิ่งฟูลเข้าเส้นชัย ปุ๊กรู้สึกถึงความพยายามของทุกคน บางคนยังมีแรงก็เร่งความเร็วเข้าเส้นชัย บางคนก็เดินมาขาแทบก้าวไม่ออก วันนี้ปุ๊กได้มาเป็น 1 ในนั้นแล้ว ปุ๊กมีความสุขกับการวิ่งครั้งนี้มาก น้องไนท์วิ่งปลีกตัวไปรวมตัวกับเพื่อนๆ 349 ที่รออยู่ ถึงตรงนี้ปุ๊กขอพี่บิ๊กเดิน ปุ๊กอยากใช้เวลา 6 ชั่วโมงของปุ๊กให้เต็มที่ อย่างงกับนักวิ่งคนนี้เลยนะค่ะ ที่ไม่ค่อยสนใจเวลาจบเท่าไหร่ ปุ๊กเป็นคนที่ชอบซึมซับบรรยากาศและความรู้สึกที่มีความสุขของตัวเองเข้าไปในหัวใจตลอดเวลา

ภาพโดย Aqwa (349 Running Club)

วิ่งจนผ่านมาถึงกำแพงวัง นั่นไงกลุ่มของปุ๊ก ชาว 349 กับสีเสื้อที่พลาดไม่ได้ พี่บิ๊กบอกให้วิ่งชิดซ้ายไปถ่ายรูปเลย ขอบคุณเพื่อนๆ สำหรับเสียงเชียร์และภาพถ่าย กับกำลังใจมากมายใน 500 เมตรสุดท้าย

จนมาถึงโค้งสุดท้ายกับทางวิ่งเข้าเส้นชัย มองไปที่นาฬิกาตรงเส้นชัยที่ขึ้นว่า 5.59… ก็เลยถามพี่บิ๊กว่าอยากได้ 5.59 หรือ 6.00 จะไปต่อหรือจะรอ  555 (ยังจะอยากได้เลขเด็ดอีก) ในที่สุดปุ๊กก็คิดเอง 5.59 นี่แหล่ะ เราสองคนวิ่งจนจบ 42.195 แล้ว ถึงแม้มันจะไม่มีซุ้มเส้นชัยเหมือนงานอื่น แต่ใจเราสองคนรู้ว่า เราทำสำเร็จแล้ว ตลอดเวลาที่พี่บิ๊กเคี่ยวเข็ญมา 4 เดือน มันคือตรงนี้นี่เอง ไม่มีโมเม้นซึ้งใดๆ ค่ะ เพราะต้องเข้าแถวรอรับเสื้อ finisher ทันที แถวยาวมาก แล้วปุ๊กก็ได้เสื้อ finisher ตัวนี้มา

… And we ran happily ever after

ถ้าไม่ได้มาวิ่ง … เราจะไม่เคยรับรู้ถึงคำว่าระเบียบวินัยในการซ้อม

ถ้าไม่ได้มาวิ่ง … เราจะไม่เคยรับรู้ถึงความสำคัญของเสียงเชียร์ข้างทาง ว่ามันมีพลังแค่ไหน

ถ้าไม่ได้มาวิ่ง … เราจะไม่เคยรู้ว่าเราสามารถทำได้มากกว่าที่เราคิด

ถ้าไม่ได้มาวิ่ง … เราจะไม่เคยรู้เลยว่าสามีและลูกๆ ภูมิใจในตัวเรามากแค่ไหน

วันนี้พูดได้เต็มปากจริงๆค่ะ ว่าเป็นคุณแม่ลูกสองที่วิ่งได้ถึง 42.195k และถึงแม้จะต้องวิ่งไกลแค่ไหน นานแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรเหนื่อยไปกว่าการเลี้ยงลูกอีกแล้ว 555

ขอบคุณปาป๊า มาม๊า ที่มั่นใจในตัวลูกสาวคนนี้ว่าต้องทำเร็จ และมาช่วยเลี้ยงหลานๆ เวลาที่ปุ๊กและพี่บิ๊กต้องออกไปซ้อมวิ่งรวมถึงวันแข่ง

ขอบคุณสามี ที่เป็นทุกๆ อย่างในชีวิตตลอดเวลา เป็นทั้งเพื่อนวิ่ง โค้ช นักกายภาพ และช่วยเลี้ยงลูกโดยไม่เคยบ่น

ขอบคุณลูกชายทั้งสองคน ที่สอนให้แม่คนนี้ไม่หยุดที่จะวิ่งอย่างมีความสุข กำลังใจจากเด็ก 4 และ 6 ขวบเนี่ยมันช่างสดใสจริงๆ

ขอบคุณเพื่อนๆ ชาว 349 ที่ให้กำลังใจกันและกันตลอดเวลา support team ที่เตรียมอาหารและเครื่องดื่มมาให้ ขอบคุณน้องไนท์ที่มาวิ่งเป็นเพื่อนในยามที่เหนื่อยที่สุด

ขอบคุณพี่ฮั้วและน้องปอปลา แห่ง 349 ที่เป็นไอดอลของปุ๊ก และเป็นแรงผลักดันให้ปุ๊กออกมาวิ่ง เธอ 2 คนนี้มีใจที่ไม่เคยยอมแพ้จริงๆ ค่ะ

ขอบคุณเฮียลิป แห่ง crazy running สำหรับทุกคำแนะนำและเป็นเพื่อนซ้อมวิ่งหลายครั้งมาก เฮียมั่นใจในตัวปุ๊ก แล้วปุ๊กจะไม่มั่นใจในตัวเองได้ยังไง

ขอบคุณแกงค์ Zabb Mom แห่ง Bangkok Patana ที่ติดตามการพัฒนาการวิ่งของปุ๊กและให้กำลังใจแม่คนนี้ตลอดเวลา

สำหรับปุ๊กแล้ว มันคือพลังของทั้งครอบครัวที่ทำให้ได้เป็น marathoner

ครอบครัว 349 running club

เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ปุ๊กอยากจะบอกว่าฟูลมาราธอนไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินจะเอื้อมจริงๆ ค่ะ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬามาก่อน ไม่จำเป็นต้องมีเวลาซ้อมทุกวัน ขอแค่เพียงซื่อสัตย์กับตัวเองในการซ้อม และใจที่ไม่ยอมแพ้ ปุ๊กเชื่อว่าทุกคนทำได้ค่ะ

แล้วพบกันใหม่ฟูล มาราธอนหน้านะคะ

ปุ๊ก