Articles,  Stories

สาว MS อยากวิ่งมาราธอน

ปีที่แล้วมีแคมเปญผ่านโซเชียลมีเดีย Ice Bucket Challenge ที่สร้างปรากฏการณ์ให้คนทั่วไปรับรู้ถึงโรค ALS (โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง) ซึ่งในเมืองไทยมีนักวิ่งหญิงคนหนึ่ง “แจง” ที่เป็นโรคที่มีอาการคล้าย ๆ ALS แต่เรียกชื่อว่า MS (Multiple Sclerosis) หรือ เอ็มเอส (MS) เป็นโรคเรื้อรังของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง เป็นโรคที่เกิดขึ้นโดยไม่อาจคาดการณ์ได้

ผู้ป่วยโรคนี้จะรู้สึกว่า ไม่สามารถควบคุมส่วนต่างๆของร่างกายได้ เนื่องจากการนำสัญญาณของเส้นประสาทจากสมองส่วนต่างๆของร่างกายได้เสียไป ซึ่งมีสาเหตุจากปลอกหุ้มเส้นประสาท (myelin) ภายในระบบประสาทส่วนกลางได้รับความเสียหาย หรือถูกทำลาย อ่านเพิ่มเติมที่นี่ โรคปลอกประสาทเสื่อมแรง

สาวแจงอยากจะพิชิตชัยฟูลมาราธอนแรกเพื่อเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ลุกขึ้นสู้กับโรคนี้ ร่างกายพื้นฐานเดิมก็ไม่พร้อมอยู่แล้ว ซ้ำร้ายยังมีการผ่าตัดมดลูกและรังไข่เข้ามาเกี่ยวด้วย แต่เธอก็สู้จนพิชิตชัยได้.. ลองมาอ่านเรื่องราวของสาวแจงที่อยากจะวิ่งฟูลมาราธอนกันเถอะค่ะ

————————————————–

วันที่ 12 มี.ค. 2550

เช้าที่ต้องจดจำของผู้หญิงคนนึง ตื่นจากที่นอนแล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรไต่หลังเข่า ดูกี่ทีก็ไม่มีนี่หว่า เลยให้หมอเวชศาสตร์ฟื้นฟูที่ทำงานช่วยดูให้ หมอบอกอาจจะเป็นกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท เลยให้ลองดึงหลังดูก่อน ดึงไป 3 วันอาการยังไม่ดีขึ้น เริ่มทรงตัวไม่ดีต้องเดินขากาง ๆ แถมอึเหมือนกับไม่สุด ชารอบ ๆ ทวารหนัก

เช้าวันศุกร์ 16 มี.ค.2550

ลงเวรคอนโด ต่อเวรเช้า ยังต้องเดินขากาง ๆ เพื่อช่วยการทรงตัว เลยให้หมอดูให้อีกรอบนึง หมอตรวจเสร็จบอกให้ไปรพ.จุฬา ต่อรองหมอขอไปวันจันทร์ได้ป่ะมีเวรตอนเย็นต่อ (ยังงกอยู่) หมอบอกให้ไปฉุกเฉินเลย ตอนนี้ด้วย

เลยเดินขาถ่าง ๆ ออกไปที่หน้าโรงบาลโดยถ้าขึ้นรถเมล์ไปก็สองต่อ แต่ตัดใจเสียเงินเรียกแท็กซี่แล้วกัน 250 บาทถึง ER รพ.จุฬาตอนเที่ยง มีหมอมาซักประวัติ ตรวจร่างกาย เริ่มยกขาไม่ได้แล้ว

16.30 โดยประมาณ กลุ่มแพทย์อายุรกรรมประสาทเดินมาเป็นทีม แล้วมีตัวแทนคนนึงบอกว่า เป็น MS (Multiple sclerosis – มัลติเพิสสเคอโรสิส) ต้องแอดมิท  ทำ MRI และเจาะหลัง

วันเสาร์ที่ 17 มี.ค. 2550  

เวลา 8โมงเช้า อาจารย์กับบรรดาแพทย์ประจำบ้านมาคุยด้วย ตกลงว่าคุณเป็น MS มีรอยโรค หมอก็อธิยายว่าโรคนี้เป็นยังไง ต้องหมอฉีดยาสเตียรอยด์เข้าเส้น 3 วันแล้วต้องกินสเตียรอยด์ต่อ

หลังจากรู้ว่าตัวเองเป็น MS ยิ่งเศร้า ร้องไห้ทุกวัน เริ่มเดินได้เองแล้ว แต่เหมือนเดินเหยียบตะปู  หลังจากได้ยาฉีดครบ 3 วัน นอนร้องไห้อยู่ที่ร.พ. 9 วัน กลับมานอนพักต่อที่บ้าน หยุดทั้งหมด 20 วัน

ออกจากรพ.มา เริ่มยาสเตียรอยด์มากิน แล้วลดลงมาเรื่อย ๆ จนหยุดยาได้ แล้วก็กลับมาทบทวนตัวเองว่า ปัจจุบันชั้นยังเดินได้ ยังไม่พิการ (ถ้าใครได้รู้จักโรคนี้จะรู้จุดสิ้นสุดคือ “รถเข็น”) เพราะฉะนั้นตอนนี้ใช้ชีวิตให้คุ้ม

192033_195335103834020_7526281_o

หลังจากออกจากร.พ. แล้วได้โรคติดตัวมาด้วย ตอนนั้นอัตราผู้ป่วย 1:1,000,000 (จำนวนศูนย์ไม่ผิดค่ะ) ได้รับเกียรติมาก เมื่อเค้ามาแล้ว ก็ให้อยู่ด้วยกันเฉย ๆ น่ะจ๊ะ มีนัดตรวจตลอดไม่เคยพลาด (ได้โดดงานด้วย อิอิ เอาพักร้อนไปเที่ยว เอาเวลางานไปหาหมอ เริ่ดป่ะ)

หลังจากได้รับเกียรติครบ 1 ปี เริ่มมีอาการขาเกร็งกระตุกตอนกลางคืน เลย MRI สมอง พบรอยโรคในสมอง 4 จุด แต่ไม่ทำอะไรเพราะเอายางลบไปลบไม่ได้ อาจารย์หมอก็บอกว่ามีอาการให้มา ER  แต่ไม่มีอาการผิดปกติอะไร จึงทำให้ไม่ต้องไป ER ค่ะ  แค่มีปัญหาการกะระยะบ้าง ขาเกร็งบางที ตะคริวบางครั้งก็เลี่ยงโดยไม่ขับรถ

เดือนมี.ค.2554

เริ่มมีอาการชาขาด้านนอกจากเข่าถึงข้อเท้า โทรหาอาจารย์หมอว่ารู้สึกชา แล้วก็แปลก ๆ แต่ยังเดินได้ แต่รู้สึกชามากเลยเอาเข็มจิ้ม ๆ เป็นรู ๆ เทสความชา ไม่เจ็บเลย แต่เลือดออกตามจุดที่จิ้ม  ครบนัดไปตรวจอ่อนแรงเพิ่มขึ้น  แสดงว่ามีแอคแทคครั้งที่ 2  ทำให้ต้องแอดมิท MRI เจาะหลัง ให้สเตียรอยด์ทางเส้นเลือด 3 วันอีกครั้ง  แต่รอบนี้อยู่รพ.5 วัน อาการชาขา 2 ข้าง จึงต้องฉีดยา Beta interferon ชื่อ Rebif ฉีดยา ทุกวัน จ,พ,ศ เพื่อป้องกันการเกิดรอยโรค ไม่ได้รักษาโรคน่ะ

ผลจากยาสเตียรอยด์ทั้งกินและฉีด ทำให้ตัวบวมมาก แทบจะปริแตก จากอดข้าวแล้วผอม ตอนนี้ไม่แล้วมีแต่จะบวมขึ้น หลังจากศึกษาข้อมูล Pantip มีคลับลดความอ้วน ที่บ้านมีดัมเบลแล้วไม่ต้องลงทุนวุ้ย ศึกษาท่าเวทแล้วก็ทำตาม ต้องมีการคาร์ดิโอ ควบคู่ไปด้วย เลยเดินตอนเช้า 50 นาทีทุกวัน

ตอนเย็นไปเปิดเจอคลิปเค้าบอกต้อง วิ่งดีกว่าเดิน ก็เริ่มต้นวิ่งเลย แค่วิ่งมันจะยากอะไรหนักหนาฟะ ผลที่ออกมาคือ วิ่งได้ 5 นาที เหนื่อยมาก เหนื่อยโคตร เอาใหม่วางแผนให้ชีวิตตัวเองใหม่ เริ่มต้นจากเดิน 9 นาที วิ่ง 1 นาที จนครบ 50 นาที

เพิ่มเป็น เดิน 8 นาที วิ่ง 2 นาที จนครบ 50 นาที
เดิน 3 นาที วิ่ง 2 นาที จนครบ 50 นาที
เดิน 2 นาที วิ่ง 3 นาที จนครบ 50 นาที
แล้วก็ทำได้จนถึงเดิน 1 นาที วิ่ง 9 นาที

วิ่งอยู่แบบนี้ก็มีสาวน้อยใจดีชักชวนสมัครงานวิ่งสู่ชีวิตใหม่ ปี 2012 เลยเริ่มลงงานวิ่งครั้งนั้นเป็นงานแรก ตัดสินใจลงแค่ 5 Km.พอ แล้วกลัวไม่ไหว  แล้วก็ยังไม่สามารถวิ่งต่อเนื่องได้เลย  วิ่งครั้งแรกก็หลงซะแล้วค่ะ วิ่งไปเส้นกลุ่ม 10 K  แต่งานแรกก็วิ่งจบที่ 1.20 ชั่วโมง

374151_488335101200684_1643768202_n

ทำให้หลงเสน่ห์ของการวิ่ง สมัครวิ่งฮาล์ฟแรกงานไบเทค วิ่งเดือน ก.พ. 2556 แล้วฟ้าก็ส่งโค้ชม้อกมาให้อิชั้น เดือน ม.ค. 2556 สบายเลยค่ะไม่ต้องคิดว่าจะวิ่งอะไร มีคนให้การบ้านมา วันนี้วิ่งแบบนี้ วันนี้วิ่งแบบนั้น แต่ด้วยโรค MS ทำให้มีกล้ามเนื้ออ่อนแรงบ้าง เปลี้ย ๆ บ้าง แล้วก็มีอู้เพราะขี้เกียจบ้าง (ซึ่งก็บ่อยสมควร)  แต่ฮาล์ฟแรกก็จบลงด้วยเวลา 2.27 ชั่วโมง มีแวะอึข้างทางอีกแปบนึง

ชีวิตยังคงวนเวียนกับสนามการวิ่งไปเรื่อย ๆ ตะคริวกันบ้าง อ่อนแรงบ้าง อู้บ้าง ระหว่างที่เรายังหลงไหลในการวิ่งอยู่ เจตนาเปลี่ยนจากลดน้ำหนัก ก็ไม่สนแหละ สนุกและมีความสุขกับการวิ่ง อาการของโรคเริ่มเป็นมากขึ้น ตะคริวตอนกลางคืนบ่อยขึ้น ขาเปลี้ย ๆ อาจารย์หมอเลยบอกขอให้ลดระยะของการวิ่งลงเหลือแค่ 10 K ได้ไหม ไม่อยากให้เกิน 1 ชั่วโมง ความทนทานของร่างกายเริ่มลดลงแล้ว ก็เลยบอกกับคุณหมอว่า ได้ค่ะ จึงตั้งใจพักเรื่องการวิ่งมาราธอนไว้ก่อนน่ะ  ถ้าแข็งแรงกว่านี้ค่อยว่ากันใหม่

ตอนนี้หลักของการวิ่งได้เปลี่ยนไปค่ะ ไม่ได้วิ่งเพื่อเอาชนะใคร ไม่ได้วิ่งเพื่ออะไรเลย ทุกครั้งที่ออกวิ่ง แจงจะมีเพื่อนร่วมโรคอีกหลายคนที่ไม่สามารถวิ่งได้ แค่เดินก็แย่แล้ว เพราะฉะนั้น แจงวิ่งแทนทุกคนเลยค่ะ แล้วก็จะพยายามวิ่งให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

วันที่ 21 มิ.ย. 2557  

และแล้วก็มีเหตุเกิดขึ้นเมื่อได้ตกลงใจที่จะลงมาราธอน  เนื่องจากโค้ชมาถามว่าอยากวิ่งมาราธอนไหม?  ซึ่งโค้ชจะวิ่งประกบไปด้วย  โค้ชเสนอมาขนาดนี้ เต็มที่เลยค่ะ ซึ่งการวิ่งมาราธอนครั้งนี้ไม่ได้เน้นระยะเวลา และอยู่ในความดูแลที่ดีของโค้ชตลอด

มาราธอนแรกคือ “สแตนดาร์ดชาร์ตเตอร์ กรุงเทพมาราธอน 2557

แต่เส้นทางมาราธอนของอิชั้นไม่ได้ราบเรียบมากนักหรอก ระยะเวลาของการซ้อมเพื่อมาราธอนในครั้งนี้น้อยมาก เนื่องจากอิชั้นต้องเข้ารับการผ่าตัดมดลูก และรังไข่ 1 ข้าง ณ วันที่ 24 มิ.ย. มีแผลผ่าตัดขนาด 10 cm. ที่หน้าท้องแนวบิกินี่ ต้องพักฟื้นหลายสัปดาห์

หลังผ่าตัดอิชั้นก็เดินเบา ๆ ช้า ๆ และสามารถเดินต่อเนื่อง 20 นาทีหลังจากผ่าตัดได้ 2 สัปดาห์ แต่เริ่มเข้าโปรแกรมได้จริง ๆ ก็เดือน ส.ค. เลยค่ะ ชีวิตกระเสือกกระสนมาก แต่ละอาทิตย์ที่ต้องวิ่งยาว แทบตายเหนื่อยโฮก

เดือนกันยายน วิ่งยาวได้แค่ 23 Kเอง ใจก็ตุ้ม ๆ ต่อม ๆ ตรูจะไหมเนี่ยะ แถมสภาพหลังวิ่งเยิน การที่บังคับตัวเองให้วิ่ง 30 K เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก อย่างไรก็ตามอิชั้นก็แตะ 30 K ถึง 2 ครั้งเลยค่ะ อย่าได้ถามถึงเวลา ช้ามากกกกก แต่นั่นคือสัญญาณว่าอิชั้นจะได้สัมผัสมาราธอนจริง ๆ สักที

10388065_846516538715870_6116406090673408027_n

การวิ่งมาราธอนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการโหลดอาหาร และน้ำให้เพียงพอล่วงหน้า 2 วัน ข้าวของที่ต้องเอาติดตัวไปด้วยระหว่างวิ่ง เตรียมตัวหลับเพื่อจะตื่นไปวิ่งตอนตีสอง  แต่อิชั้นมั่นใจแหละพร้อมทุกอย่าง เจอกันที่ Standard Chartered Bangkok Marathon 2014 กับระยะ 42.195 KM

ตีสอง วันอาทิตย์ 16 พ.ย. 2557

เมื่อเสียงสัญญาณเริ่มปล่อยตัว  เราออกตัวไปอย่างช้า ๆ หลังจากเราทั้งจักรยานและมอไซด์มีไฟแล้วค่ะ ทุกก้าวโค้ชจะคอยดูแลไม่ให้วิ่งเร็วเกินไป คอยดูแลหยิบน้ำส่งให้ในบางครั้งเพราะไม่อยากให้เดินกลัวเสียจังหวะ

ตลอดระยะเส้นทาง โค้ชจะมีแวะให้เรายืดเหยียดตลอด ช่วงก่อนกลับตัว บรรดานักวิ่งทั้งหลายเราจะมีส่งเสียงเชียร์ให้กัน   เส้นทางเราไม่ได้ปูด้วยดอกกุหลาบจริง ๆ ช่วงกลับตัวจะต้องแวะเข้าห้องน้ำเป็นรถสุขา มีบันไดให้ต้องตะกายขึ้น  เพราะเริ่มมีอาการเมื่อยล้าแล้ว   หลังจากที่เข้าห้องน้ำแล้วเรามีการยืดเหยียดอีกครั้งนึงก่อนที่จะวิ่งต่อไป

10366168_866040490096808_3205939052658802919_n

พอกิโลที่ 20 ระหว่างนั่งลงเพื่อใส่รองเท้าและผูกเชือกรองเท้าใหม่ ช่วงเหยียดขาตะคริวเริ่มมาที่น่องซ้าย โค้ชจึงยืดเหยียดให้  พอจะลุกขึ้น ก็มีตะคริวที่สะโพกขวา โค้ชก็ให้ยืดเหยียดให้อีกรอบ  หลังจากเคลียร์ทุกอย่างลงตัว เราก็เริ่มออกวิ่งกันต่อ ปัญหาเริ่มมาอีกเพราะตะคริวเริ่มขึ้นที่หลัง  คงจากการที่ใส่เข็มขัดมี GU gel 6 ซอง โค้ชจึงปลดเข็มขัดไปคาดเอง ระหว่างทาง น้ำหมด แก้วหมด กล้วยหมด  ดีนะที่ได้ขวดน้ำของธิดา (ผู้ร่วมขบวน) ช่วยชีวิต  ตลอดทางโค้ช จะบอก เอาแขนลง ก้มหน้าลงมาหน่อย อย่าเกร็งหลัง และเมื่อถึง 28 K เราก็ได้ถ่ายรูปกันบนสะพานพระราม8 สักที

10006317_865405040160353_779463981664856426_n

ตลอดเส้นก็จะงอแง โวยวาย  เค้าเหนื่อย เค้ายกขาไม่ขึ้น เค้าตึงน่อง เค้าไม่ไหว เค้าอยากเดิน โค้ชก็อดทนกับเค้ามาก ๆ เลย คอยปลอบ และให้กำลังใจตลอดเส้นทาง  เราเป็นนักวิ่งกลุ่มท้าย ๆ ที่เลิกกั้นถนนกันแล้ว ทำให้เป็นนักวิ่ง City Run วิ่งบนฟุตบาทบ้าง ถนนบ้าง เหลืออีก 4 K สุดท้ายอยากกินเป็บซี่มาก ๆ  ซึ่งโค้ชได้บอกแล้วว่ามันไม่ดี  เพราะจะทำให้จุกแน่น  และเป็นแก๊ส แต่ไม่ไหวค่ะ  อยากกินมาก ๆ  โค้ชเลยไปซื้อให้  แล้วกินไป 4 อึก ก็ตัดใจทิ้งที่เหลือไป

ช่วงเลี้ยวตรงหลังวัง วงเวียนรักษาดินแดน ก็ได้ยินตะโกนเชียร์และให้กำลังใจ อีกนิดเดียว สู้ สู้ เสียงที่ตะโกนเชียร์ของทุกคน ทำให้บอกตัวเองว่า “เอาฟร่ะอีกนิดเดียวเอง สู้โว้ย” และแล้วเราก็เข้าเส้นชัยที่เวลา 6.45 ชั่วโมง ซึ่งมันอาจจะยาวนานสำหรับคนอื่นน่ะ  แต่สำหรับชั้นมันคือชัยชนะ 555

1234024_866592010041656_1348309265761723009_n

สิ่งได้ที่สัมผัสวันนี้คือ มาราธอนไม่เหมาะกับชั้นจริง ๆ อย่างที่หมอบอก แต่อิชั้นดื้อรั้นเอง

ขอบคุณโค้ชน้องม้อก และธิดาที่ดูแลและไม่ทิ้งกันผลักดันเค้าจนวิ่งมาราธอนจบ
ขอบคุณคุณสามีที่ดูแลตั้งแต่ก่อนวิ่ง และหลังวิ่ง (เพราะนอนเดี้ยง)
ขอบคุณทุกแรงใจทั้งในสนาม นอกสนาม ในประเทศไทย และต่างแดน
#สำหรับเพื่อนร่วมโรคMSแจงวิ่งให้ทุกคนแล้วค่ะ
#Marathon Finisher#