Articles,  Stories

ประสบการณ์มาราธอนแรก.. เมื่อเรือเล็กต้องออกจากฝั่ง (ภาคแรก)

จะออกไปแตะขอบฟ้า สุดท้ายแม้โชคชะตาไม่เข้าใจ

เชื่อว่าเพลงนี้เป็นเพลงประจำชาติของเหล่านักวิ่งทั้งหลาย และเป็นเพลงที่สามารถอธิบายเรื่องราวของโอ๋ในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี หลายคนคงคิดว่า แค่จะวิ่งมาราธอนมันจะต้องดราม่าอะไรขนาดนั้นกันยะ เขยิบเข้ามาใกล้ๆ สิคะคุณ เค้าจะแชร์เรื่องราวที่ปกติแล้วตัวเองจะไม่ค่อยได้เอ่ยถึง เผื่อจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิ่งหลายๆ คนได้ออกมาแตะขอบฟ้ากันบ้างน้าาา ^^

ย้อนไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว

349 Running Club at Bangkok Marathon 2014

พี่ๆ น้องๆ ในกลุ่ม 349 Running มาเปิดซิงมาราธอนแรกในงานกรุงเทพมาราธอนกันเพียบ! แต่ตัวเองนั้นได้แต่มาเป็นกองเชียร์คอยถ่ายรูปให้กำลังใจอยู่ข้างสนาม เนื่องจากอยู่ในช่วงพัก ไม่สามารถวิ่งได้ เพราะเพิ่งไปตรวจพบว่า มีอาการเจ็บเนื่องจากกระดูกตายที่เข่าซ้าย

ถึงแม้ว่าจะแค่เป็นกองเชียร์ แต่สิ่งที่ได้กลับไปวันนั้น คือพลังงานความสุขของเหล่า Marathoner สีหน้าโมเมนต์บรรยากาศหลายๆ อย่าง ที่ทำให้ตัดสินใจว่า เอางัยก้อเอาฟระ ชีวิตนี้จะต้องลงมาราธอนให้สำเร็จสักครั้งให้ได้!! พูดง่ายๆ ว่าอิจฉาเค้านั่นแหล่ะ!!! 555 (เด็กขี้อิจฉาเอ้ยยย) และหลังจากวันนั้นไม่นาน นางก้อมือลั่น สมัครภูเก็ตมาราธอนในปีถัดไป อย่างไม่คิดตามเคย (ยายบ๊องเอ้ยยย)

ก่อนปล่อยตัวกรุงเทพมาราธอน 2014

เมื่อชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยน

กุมภาพันธ์ 2558 มาตรวจ Follow up อาการกระดูกตายของตัวเอง คุณหมอแจ้งผลมาว่า ตัวเทอเป็นโรค SLE นะแจ๊ะ (โรคแพ้ภูมิตัวเอง) อารมณ์ตอนนั้น คือ เจ็บ!!

เหมือนหมอเอาสันแฟ้มมาฟาดหน้า เหมือนได้รู้ว่าผู้ชายที่เราแอบรักมาตลอดหลายปี จริงๆ แล้วเป็นเกย์ ฮือออออออออออออออออ ทำใจไม่ได้ ช้านรับไม่ด้ายยยยยยยย แล้วชีวิตการออกกำลังกายของชั้นจะเป็นยังไงต่อไปล่ะ บอกชั้นที ชั้นควรทำตัวอย่างไรรรรร เทอให้ชั้นมีทางเลือกไหมมมมม (T___T)

แล้วโครงการภูเก็ตมาราธอนของนางเป็นอันต้องล่มไปตามระเบียบ กาซิกๆ ฮึกๆ

ตรวจ follow-up

ตัดสินใจเอาเรือออกจากฝั่ง

ตัดภาพมา หน้าจอขึ้นว่าหลายเดือนผ่านไป

หลังจากเวลาผ่านไปหลายเดือนในการเข้ารักษา สภาพจิตใจและร่างกายอันแสนบอบบาง (เหรอ!!) ก้อดีขึ้นตามลำดับ เริ่มใช้ชีวิตใกล้เคียงกับคำว่าปกติได้แล้ว พอนางรู้สึกว่า อุ้ย อาการดีแล้วนินา นางก้อได้ใจสิคะคู๊ณณณ มือลั่นค่าาา สมัครกรุงเทพมาราธอนไปอีกครั้ง ในแบบที่ท้าทายคุณหมอมากมาย (คุณหมอคงคิดว่าเป็นความผิดของตรูเอง ที่ปลอบใจอินี่มันในครั้งแรกว่า ไม่ต้องคิดมาก ให้ใช้ชีวิตตามปกติแบบที่มันเคยเป็นงัยล่ะหมอ!!)

แต่ว่าๆๆ ครั้งนี้… นางไม่ได้สมัครเล่นๆ นะคะ!! ถ้านางวิ่งไม่จบ นางจะไปเอาปี๊ปมาคลุมหัว!! (อูยยย… เจ๋อไหนไฟแรงเฟร่อวววววว)

แต่!!! ยังค่ะยัง มันยังไม่จบค่ะ!! ถ้าคิดว่าความเหิมเกริมของมันจะจบลงเพียงเท่านี้ คิดผิดค่าาาาาาา มันไปสมัครโตเกียวมาราธอนด้วยค่าาาาาา แล้วมันก้อถูก lotto ด้วยค่าาาาาาา อะไรจะดวงดีขนาดน้านนนนนน โถถถถถถถ ช่างเป็นชะนีทีไม่เจียมร่างเจียมสังขารจริมๆ แล้วเดี๋ยวมันจะต้องเสียใจที่ทำตัวขาดสติขนาดนี้ เดี๋ยวมาคอยดูกัน 555

วันเวลาที่ผ่านเลยไป พร้อมกับการประท้วงครั้งใหญ่ของร่างกาย

อย่างที่หลายๆ คนพอจะทราบว่า โอ๋จอมเจ๋อ นั้น นางมีกิจกรรมมากมาย ไหนจะทั้งวิ่ง ทั้งปั่น ทั้งไตร ต้องเรียนแต่งหน้า นั่งสมาธิ ดำน้ำ ปลูกปะการัง ทำอาหาร นวดสปา ปลูกป่า เฮ้ยๆๆๆๆ หลังๆ ไม่ใช่แล้วแกรรรรรรร

คือเอาเป็นว่านางเยอะสิ่ง งานนี้ก้อน่าวิ่ง อุ้ย งาน Audax ก้ออยากลอง งานไตรนางก้อตั้งเป้าไว้ ตารางของนางเลยแน่เอี๊ยด!! ต้องซ้อมวิ่งตามตารางมาราธอน + ซ้อมว่ายน้ำเพื่อไปลงไตร on top ด้วยการปั่นจักรยานรัวๆ ลงกิจกรรมถาโถม super combo set เพิ่ม 20 บาทได้น้ำและเฟรนฟรายด์ใหญ่ ขนาดนี้ ร่างกายมันจะไปรับไหวได้ยังงัยคะคู๊ณณณณณณณณ

ปั่น Audex 200 km

ทุกอย่างเริ่มออกอาการในช่วงที่ใกล้จะถึงงานพัทยาไตร ยิ่งช่วงนั้นเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ฝนตกตลอดเกือบจะทุกวัน ทำให้ป่วยง่าย และป่วยบ่อยมาก พอผ่านงานพัทยาไตรมาได้โปรแกรมการซ้อมมาราธอนก็เริ่มเข้นข้นขึ้น ระยะการซ้อมวิ่งยาวก้อเริ่มมากขึ้นๆ ทำให้ต้องตากแดดมากขึ้นเรื่อยๆ (โรคที่เป็นอยู่ไม่สามารถตากแดดนานๆ ได้ง่ะ บอบบางงงง แหม … อิกระแดะนี่)

1 เดือนก่อนถึงกรุงเทพมาราธอน โอ๋ออกมาซ้อมวิ่งยาวที่สวนลุมเหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มเติมคือแดด!! มาเบอร์แรงมากค่ะ แรงชนิดที่ต้องร้องขอชีวิตกันเลยทีเดียว วิ่งไปจะเป็นลมไป แรงหดหมดไม่เหลือไม่มี ทั้งร้อนทั้งอบอ้าว หายใจไม่ออกปวดหัว แต่ก้อกัดฟันพยายามซ้อมจนถึงที่สุด

ผลของความพยายามครั้งนี้คือ เลือดกำเดากระฉูดระหว่างทางขับรถกลับบ้านค่ะ (ตอนแรกนึกว่าน้ำมูกไหล ปาดมาดู เอ๊ ทำไมน้ำมูกสีแดง อ้อ เลือดกำเดาสินะ กรี๊ดดดดดดดดด) และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความ Ship Lost ที่โอ๋ต้องเผชิญค่ะ ฮือววววววววววว T^T

หลังจากวันนั้น โอ๋ก้อมีอาการเลือดกำเดาไหลเสมอๆ ตอนนอนหลับ ตื่นมานี่นึกว่าละเมอเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วหน้าฟาด เป็นอยู่ประมาณกือบๆ อาทิตย์ จนเจ็บในโพรงจมูกไปหมด แคะขี้มูกออกมาก้อมีแต่ก้อนคราบเลือดแข็งๆ (อี๋แหวะๆ) ร่างกายเริ่มอ่อนเปลี้ยเหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆ จิตใจดวงน้อยๆ ก้อเริ่มโดนบั่นทอนลงไปเรื่อยๆ …

แล้ววันอาทิตย์มันก้อวนกลับมาอีกครั้ง แล้วนางก้อวนเข้าสู่ลูปเดิม แต่ครั้งนี้เป็นหนักกว่าเดิมฮะ นอกจากเลือดกำเดาจะกระฉูดเหมือนเดิมแล้ว นางยังต้องทนกับความทรมานในการปวดเบ้าตาที่ลุกลามมาจากปัญหาในโพรงจมูก ปวดมากจนทำให้สายตาเริ่มมีปัญหาในการขับรถตอนกลางคืน คือ สู้แสงไม่ได้และมองแสงดวงไฟทั้งหลายเป็นแสงแตกๆๆ ทั้งหมด (แต่ความเร็วในการขับรถหาได้ลดลงไม่ นางอาศัยความคุ้นเคยในการซิ่ง อันนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะคะเด็กๆ)

ครั้งนี้นอกจากร่างกายจะ ship lost อย่างที่สุดแล้ว จิตใจนี้ก้อเละเทะไม่แพ้กันฮะ สภาพนางเหมือนเป็นไบโพล่า ด้านนึงเกลียดการออกกำลังกายสุดๆ งอแง ไม่อยากจะทำ ไม่เอาแล้ว อยากเลิกแล้ว ทำไมนางต้องมาทนทรมานอะไรขนาดนี้ ร้องไห้ประจำ คือใจนี่ดิ่งลงเหวมาก อีกด้านหนึ่งนางก้อพยายามจะเชียร์อัพตัวเองให้ออกมาซ้อม ออกมาเถอะ ซ้อมไม่ถึงจะวิ่งไม่ได้นะเตง มาวิ่งมา มาออกกำลังกายมา หุ่นพังหมดแล้วนะ เดี๋ยวไม่สวยนะ นางก้อออกมาซ้อมบ้างอะไรบางในสภาพที่กึ่งๆ จะเป็นซ้อมบี้ระยะสุดท้าย

คอร์สทรมานร่างกายประจำสัปดาห์

2 วีคที่เหลือ หมดไปกับการรักษาตัวเอง หาหมอ อัดยารัว อดทนๆๆๆๆ (สตรองไว้ลูก สตรอวงงงง!!)

แต่ก้อทนอัดอั้นทรมานจิตใจไม่ไหว ต้องขอบ่นลง Facebook นิดนึง เลยเป็นเหตุทำให้มีโอกาสได้คุยกับหลายๆ คนที่ได้เห็นแล้วก้อเป็นห่วง ส่งกำลังใจให้ ให้คำแนะนำดีๆ มาหลายอย่างเลย พอได้ระบาย สุขภาพจิตค่อยๆ ดีขึ้น inception ตัวเองรัวๆ ว่า แกสวย แกเก่ง แกสรอวงมาก แกต้องทำได้!!!

และแล้ว นางก้อก้าวข้ามผ่านตัวเองที่อ่อนแอมาได้สำเร็จ ชนิดที่เรียกว่าฆ่าอิเจ๋อคนที่มืดมนแหลกสลายกลายเป็นจุลลินทรีย์ไปเลยล่ะ และสำเร็จถึงขั้นที่นางดีดมาก ดีดชนิดที่เรียกว่า กรุพร้อมวิ่งแล้วเนี่ยวันนี้ วิ่งเลยได้แมะ นะๆๆ (สงสัยจะโหลดแป้งเยอะไป) พลุ่งพล่านมาก อารมณ์ดีมาก อยากวิ่งมาก 5555

มีต่อภาคสองค่า…. ที่นี่เลย ประสบการณ์มาราธอนแรก.. เมื่อเรือเล็กต้องออกจากฝั่ง (ภาคจบ)