Race Report,  Running,  Stories

Bangkok Marathon 2014 มาราธอนประสานใจ

ว่ากันว่า “การวิ่งมาราธอนนั้นไม่ใช่ว่าทุกคนจะวิ่งได้ คนที่ไม่มุ่งมั่นจริง ๆ ไม่มีวันจะฝึกวิ่งมาราธอนได้” (จากนายแพทย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม)  การวิ่งมาราธอนเริ่มตั้งแต่การตัดสินใจสมัครแข่งระยะฟูลมาราธอน มันไม่ใช่ระยะทางที่จะมาเล่นตลกกัน ความมุ่งมั่นความพยายามในการซ้อมระยะเวลาหลายเดือน ๆ จะเป็นสิ่งการันตีว่าผู้วิ่งจะพิชิตเส้นชัยได้

แต่ถ้านักวิ่งคนนั้นไม่ได้ซ้อมล่ะ ไม่ว่าจะภารกิจรัดตัวหรือเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ที่ทำให้คุณไปยืนที่จุดสตาร์ท ณ เวลา 2.00 น. ด้วยความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง จะถอยก็ไม่ได้ จะสู้ก็ไม่รู้จะไหวไหม แต่ในเมื่อท้ายที่สุดแล้วคุณต้องวิ่ง 10 กิโลเมตรสุดท้ายเพื่อคนที่เรารักอยู่แล้วเนี่ย (ตามสูตรการวิ่งมาราธอนของครูดิน) ก็ลองมาอ่านเรื่องราวของสองพี่น้องตระกูลเอื้ออารีมิตร “จิมมี่และจอร์จ” ที่ตัดสินใจลงระยะมาราธอนครั้งแรกด้วยกัน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นในระยะ 42.195 กิโลมตรของเค้าทั้งสองบ้าง

ป.ล. ฮั้วอยากแชร์เรื่องนี้ไม่ใช่การแสดงเป็นตัวอย่างให้เพื่อน ๆ ชะล่าใจไม่ฝึกซ้อมนะคะ แต่อยากจะบอกว่าระยะมาราธอนมันไม่ใช่สิ่งยากที่เกินเอื้อม ฮั้วเชื่อว่าใคร ๆ ก็วิ่งมาราธอนได้ ถ้าคุณมีจิตใจที่มุ่งมั่นเพียงพอ เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าคุณจะวิ่งระยะทางเท่าไหร่ จิตใจที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะพาคุณไปถึงฝั่งฝันค่ะ 

Jimmy – บันทึก 1st. Marathon ของนักวิ่งอ่อนซ้อม

ถ้าคุณเริ่มเป็นตะคริวตั้งแต่กิโลเมตรที่ 23 ในมาราธอนแรก คุณจะทำอย่างไร??

Standard Chartered Bangkok Marathon 2014 เป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือนในชีวิต ด้วยภาวะการงานที่รุมเร้าจากธุรกิจใหม่ที่กำลังตั้งไข่ ทำให้ผมแทบไม่มีเวลาซ้อม ช่วง 2 เดือนสุดท้ายก่อนมาราธอน ผมวิ่งรวมกันไม่ถึง 60 km ครับ

ท่านๆ อ่านไม่ผิด เฉลี่ยเดือนละ 30 km ซึ่งน้อยกว่าระยะซ้อมต่อสัปดาห์ของนักวิ่งมาราธอนทั่วๆ ไป ตรงนี้อยากจะแนะนำนักวิ่งอ่อนซ้อมว่าอันตรายนะครับ ถ้าไม่ไหวอย่าฝืน แต่บังเอิญผมเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ซะด้วย เลยขอทดสอบจิตใจตัวเองซักครั้ง

นิชคุณเคยบอกว่าปิศาจอยู่ที่กิโลเมตรที่ 35 สำหรับคนอ่อนซ้อมแล้ว มันมาดังตีหัวตั้งแต่กิโลเมตรต้นๆ แล้วครับ กิโลเมตรที่ 23 ผมเจอกับปีศาจตนนั้น แล้วก็อยู่ด้วยกันจนครบ 19 km จากกิโลเมตรที่ 23 ตะคริวเริ่มตอด สิ่งที่วิ่งเข้าในหัวผมคือ เหลือระยะทางอีกเท่าไร เหลือเวลาอีกเท่าไร?

19 กิโลเมตรกับ 190 นาที ที่เหลือ pace 10 เราเดินได้มั้ยนะ เริ่มจับ pace การเดินจาก garmin fenix2 ลองดูหน่อยว่าเราเดินเร่งๆ pace จะอยู่ที่เท่าไร….

11.xx min/km เวรกรรม… เดินอย่างเดียวก็ไม่ทันน่ะสิ ตอนนั้นเริ่มคำนวณในหัว แบบนี้ต้องผสม pace 6.30 เข้าไป 200-300 เมตรต่อกิโลเมตร จะเพียงพอที่จะเข้าใน 6 ชั่วโมง เริ่มนับก้าวครับ วิ่ง 100 เดิน 100 วิ่ง 100 เดิน 100….. มาตะคริว!! มาปีศาจ!!! เด๋วเข้าเส้นชัยด้วยกัน อยากไปกันก็ไป เผื่อท่านปีศาจกะท่านตะคริวจะได้เสื้อ finisher กันคนละตัวด้วย

วิ่งมาจนถึงกิโลเมตรที่ 27 เจ้า garmin fenix2 ค้างครับ พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!!!! ดีที่เปิด endomondo ไว้ เลยใช้เป็นที่พึ่งสุดท้าย วิ่งๆ เดินๆ มาจนกิโลเมตรที่ 30 ณ สะพานพระรามแปด อาทิตย์วันใหม่กำลังฉายแสงทักทาย บรรยากาศสวยสุดจะบรรยาย

เอาล่ะ เหลืออีก 12 กิโลเมตร กับอีก 2 ชั่วโมง Pace 10 น่าจะพอไหว ค่อยๆ ขยับนับก้าวมาเรื่อยๆ จนถึงกิโลเมตรที่ 35 ได้เจอน้องจอร์จอยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งมาทราบทีหลังว่าเพิ่งเสร็จกิจจากห้องน้ำ 555 เลยมีเพื่อนวิ่งไปด้วยกัน และมาเจอพี่ชายคนโต (ที่ลงระยะมินิ) ที่ระยะกิโลเมตรที่ 36 ด้วยความบังเอิญ

ไม่บ่อยครั้งในชีวิตที่พี่น้องเอื้ออารีมิตร 3 คน จะได้ทำอะไรด้วยกัน ในเวลาเดียวกัน เราก้าวไปเรื่อยๆ พร้อมกับ pacer 6 ชั่วโมงซึ่งไล่มาทัน

พี่มนตรี (Berry View) แกสุดยอดมากๆ เดินไป วิ่งไป ให้กำลังใจกันไป สภาพร่างกายตอนนั้นทำได้แค่แกว่งแขนก้าวขา แล้วใช้ใจนำไป ใจคิดแต่ว่าเดี๋ยวก็ถึงๆ รสชาติมาราธอนเป็นอย่างนี้นี่เอง

จนกระทั่งถึงกิโลเมตรสุดท้าย เสียงพี่มนตรี ดังเข้ามาในหัว “ไม่มีอะไรหยุดเราได้แล้ว” ครับ ผมกับจอร์จกำลังจะเป็นมาราธอนเนอร์คู่แรกของตระกูลเอื้ออารีมิตร

พอเลี้ยวพ้นหัวมุมวัดพระแก้ว ลูกสาวคนเล็ก “น้องไข่มุก” เด็กสาวที่ไม่เคยปลื้มกับกลิ่นเหงื่อไคลของพ่อ “น้อง Patrick” ลูกชายคนโต ศิลปินนักวาดรูปที่ไม่เคยสนใจเรื่องของกีฬา วิ่งเข้ามาพร้อมตะโกนเรียก “ป่าป๊า!!!!”

ขอบใจภรรยาสุด love ที่พาๆ ลูกๆ มา Surprise ผม ผมและลูกๆ วิ่งเข้ามากอดกันท่ามกลางเสียงกองเชียร์นักวิ่งหัวใจเพชรที่เข้ามารอก่อนร่วมชั่วโมง เสียงลั่น shutter รัวๆ ที่ผมเองแทบจะสะกดกลั้นความปิติไว้ไม่อยู่ครับ

ลูกชายหัวเกรียน ที่ไม่เคยชอบกีฬาได้วิ่งนำผมจากจุดที่เราพบกันเข้าจุด checkpoint ขณะที่ผมวิ่งอุ้มลูกสาวเข้าเส้นด้วยร่างกายที่เจียนจะแตกสลาย อานุภาพของความรักช่างแสนวิเศษ Moment นี้ เป็น Golden Moment ที่จะอยู่ในความทรงจำของผมไปจนวันสุดท้ายของชีวิต

ผมเริ่มวิ่งก็เพราะลูกๆ 16 Sept 2012 ต้องผ่าเข่าเพราะเอ็นไขว้หน้าขาดจากกีฬาสกีเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เริ่มวิ่ง เพราะเป็นโรคอ้วน คอเรสเตอรอลสูง เริ่มวิ่งเพราะความรักที่มีต่อลูกๆและภรรยา เริ่มวิ่งตอนน้ำหนัก 90 กิโลกรัมจนตอนนี้น้ำหนักเหลือ 75 กิโลกรัม (ยังอ้วนอยู่ 555) และช่วงเวลาสำคัญในชีวิต ลูกๆ เป็นคนลากผมเข้าเส้นชัยครับ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณกำลังใจดีๆ จาก ภรรยา ป๊า ม้า เฮียโจ้ น้องจ๊อด เพื่อนหนุ่ม ผู้ชักนำเข้าสู่วงการ อู๋ เบน เจ้เมย์ เพื่อนๆ ใน 349 น้ำ เอ ตี้ ปิง ป ปลา พี่ฮั้ว มะมาย โบ พี่เรย์ ทุกๆ ท่านในทีม แม้ไม่ได้เอ่ยถึง พวกนายสุดยอดมากว่ะ

สุดท้าย ขอขอบคุณ พี่มนตรี pacer 6 ชั่วโมง ไม่ได้พี่ คงแย่ครับ ขอบคุณจริงๆ

George – มาราธอนครั้งเเรก

คุณเคยไหม ที่ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ กังวลใจว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แม้ว่าคนที่ซ้อมครบก็ยังมีข้อกังวลใจเช่นนี้มารบกวนจิตใจอยู่อย่างแน่แท้ เพราะคำว่า”ครั้งแรก” สำหรับผมแล้ว ผมได้ซ้อมไม่ถึง 20% ของการซ้อมด้วยซ้ำไป เพราะการงานที่รุมเร้า

จอร์จ – ผู้ชิงชัยมาราธอน

ในคืนวันก่อนแข่งภายในใจของผมนั้นเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ความเคลือบแคลงใจ ความกลัว และคำของเพื่อนคนนึงที่เคยบอกว่า “ถ้าไม่ซ้อมให้ถึงแล้วพยายามจนจบ จะต้องแลกมาด้วยความบาดเจ็บแน่นอน” คอยก้องกังวาลอยู่

ผมกับเฮียมี่เลยนอนคุยกันเเล้วก็วางแผนสำหรับพิชิตมาราธอนภายใต้สภาวะอ่อนซ้อมและกังวล สามทุ่มซึ่งเป็นเวลาที่ปรกติแล้วผมจะตื่นตัวมากๆ จะต้องมาข่มตาให้หลับ มันค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องยาก แต่ความเพลียจากการเดินเล่นฆ่าเวลา และการเมารถของแท็กซี่ในเมืองกรุง ช่างเป็นส่วนประกอบความเพลียที่ลงตัวที่สุดสำหรับผม

เสียงเเรกของวันรุ่งขึ้น (00:01 AM) เสียงที่คุ้นเคย เสียงนาฬิกาปลุกที่ก้องกังวาลไปทั่วห้องนอนในคอนโดเฮียมี่ เฮียมี่รีบตื่นไปอาบน้ำให้ร่างกายได้สดชื่น เเล้วผมก็ตามเข้าไปอาบน้ำหลังจากเฮียมี่เสร็จกิจ

วาสลีนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับการวิ่งมาราธอน เพราะถ้าปราศจากวาสลีนเเล้ว หัวนม จักเเร้ ง่ามขาและง่ามตูด อาจไหม้จากการเสียดสีได้ เฮียมี่ถึงกับบอกว่า “ถ้าเราวิ่งจบโดยไม่ไหม้เเล้วก็เข้าใจเเล้วหละว่าทำไมพวกเกย์กับตุ๊ดถึงใช้กัน 5555″

ผมเอาวาสลีนมาละเลงบนจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างหนาเป็นพิเศษ จากการที่เข็ดหลาบจากงานมิซูโน่ฮาล์ฟมาราธอนที่กาญจนบุรี ผิวหนังที่ไหม้เวลาต้องน้ำเเล้ว ผมนี่เเทบจะลงไปกราบแผลไหม้แล้วก็บอก”ขอโทษครับลูกพี่ผมจะไม่ราดน้ำใส่อีกแล้ว”

เมื่อเเต่งองค์ครงเครื่องเสร็จ พ่อก็ตื่นมาถ่ายรูปว่าที่มาราธอนเนอร์พี่น้องคู่เเรกของตระกูลเอื้ออารีมิตร ก่อนจะเดินไปส่งที่ประตูพร้อมกับรอยยิ้มแล้วก็คำว่า”โชคดีๆ” เราทั้งคู่พี่น้อง T4 (ไซส์ของ calf compression ที่เราใส่กันอยู่) ก็พร้อมที่จะลุยมาราธอนเเรกด้วยกัน

เฮียมี่ขับรถไปจอดที่ลานคนเมือง รอเพื่อนๆ ของเฮียมี่ (พี่อู๋ พี่เบน และเจ้เม) จนครบ เเล้วเราก็นั่งรถที่กทม.ตระเตรียมไว้ให้ ไปที่ริมคลองใกล้จุดปล่อยตัว แวะไปที่จุดรวมตัว 349 เมพรันเนอร์ ที่หน้าสวนเจ้าเชตุ พี่ๆ มาราธอนเนอร์ส่วนใหญ่มากันถึงหมดแล้ว เราก็เริ่มถ่ายรูปกันอย่างเมามัน จนกระทั้งใกล้ถึงเวลาปล่อยตัว พวกเรา 349 ก็ค่อยๆเดินไปที่จุดปล่อยตัว

ปู๊น!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! เสียงออดเริ่มต้นการเเข่งขันดังขึ้น เราก็ค่อยๆ ทะยอยออกตัวกันอย่างช้าๆ เส้นทางที่ใช้คือ วิ่งข้ามสะพานปิ่นเกล้าขึ้นยกระดับบรมราชชนนี ถึงบุญถาวรกลับตัว ขึ้นสะพานพระราม 8 เเล้วก็วิ่งคดๆ ในเกาะรัตนโกสินทร์ เเล้วก็จบที่จุดปล่อยตัว

งานนี้เป็นงานที่มีนักวิ่งรุ่นมาราธอนเยอะมากที่สุดในประวัติกาลของกรุงเทพมาราธอน มีนักวิ่งจากต่างประเทศมาร่วมงานอย่างมากมาย หัวทอง หัวน้ำตาล หัวดำ ไร้ผม และก็ หัวขาว (มันใช่เหรอวะ)

ที่ประทับใจมากๆ มีอยู่ 2 ชาวต่างชาติ คือคนญี่ปุ่น ชื่อคุณ Tanaka เป็นลุงอายุ 70-80 ปี เเต่งตัวแฟนซีเป็นชุดคนลากเกี้ยวญี่ปุ่นใส่หมวกทรงเวียดนาม แกติดป้ายไว้ข้างหลังตนเองตามที่ผมจับใจความได้คือ “กระผมนาย Tanaka วิ่งมาแล้ว 300 กว่ามาราธอน เรามาร่วมพิชิตมาราธอนครั้งนี้ด้วยกันเถอะ” ผมจึงวิ่งเข้าหาเเกเเล้วบอกไปว่า Gumbatte Kudasai!!!!!!! (พยายามเข้านะ) เเกผงกหัวเเล้วก็ยิ้มๆ รับ

อีกคนนึงเป็นฝรั่งพูดไทยปร๋อ อ่านชื่อไม่ทัน ผมหยุดถ่ายรูปสะพานพระรามแปด ฝรั่งท่านนี้ก็เดินมาบอกว่า “ห้ายโผมถ่ายรุปห้ายคูณหม้าย” ผมก็เว้ากลับไปว่า “Oh Thank you very much sir!” เค้ายังตอบกลับมาเป็นภาษาไทยสำเนียงฝรั่งว่า “ม่ายเป็นรายคร้าบ” หลังจากถ่ายรูปจบผมบอกเค้าว่า”ขอบคุณมากครับ” เเกดันตอบกลับมาว่า “Good luck” อ่าว สาส มึงจะพูดภาษาอะไรกันเเน่วะเนี้ย 5555+

มีคนบอกว่า 32 กิโลเเรกเราใช้ขาเดิน 10โลกว่าๆ ที่เหลือเราใช้ใจนำ อยากจะบอกว่าเราใช้ใจนำจริง เพราะว่าก้าวขาแบบวิ่งไม่ได้อีกเเล้ว เท้าทั้งสองข้าง เจ็บปวดไปทุกอณู หลังจากลงจากสะพานพระราม 8 เมื่อร่างกายบอกว่าไม่ไหวนะจอร์จ พอเถอะ จะวิ่งไปทำไมวะ อยากหล่อหรอ อยากเมพขิงเบยหรอ ก็เจอเจ้บี

เจ้บีวิ่งเข้ามารับ เเล้วบอกว่าอีกนิดเดียวนะน้องจอร์จสู้ๆ ผมก็บอกเจ้บีไปว่าไม่ไหวเเล้วเจ้ ปวดไปหมดเลย เจ้ก็บอกว่าสู้ๆ อีกนิดเดียวทนเอาหน่อยใกล้จบเเล้ว แล้วก็เอาลูกอมมาให้ 4 เม็ด อยากจะบอกว่าถ้าไม่มีเจ้บีผมอาจจะ DNF ไปเเล้วก็ได้ ขอบคุณมากนะเจ้ ที่มาเชียร์ที่ตีนสะพานพระราม 8

หลังจากนั้น ปีศาจกิโลเมตรที่ 35 มันมาดักรอผมที่ 33 เลยครับ มาไวกว่ากำหนด ผมนี่ขนลุกซู่เลย ไม่ใช่ใครที่ไหนครับเพื่อนเก่าผมเอง “ขี้” ครับ คือ 6 โมงเช้าวันอาทิตย์บนเกาะรัตนโกสินทร์ ข้างสวนสัตว์ดุสิต ในขณะที่น้ำเเจกก็หมด อะไรๆ ก็หมด ผลไม้ก็หมด ของที่เตรียมมากินหมด หมดเลย

มีเเต่ขี้ที่ต้องขี้ให้ได้เท่านั้น ถามใครก็ไม่มีใครรู้ถึงอนาคตว่าข้างหน้าจะมีที่ให้ถ่ายหนักหรือเปล่า พี่คนนึงก็บอกว่าเข้าไปในวังเลย เฮ้ยพี่ ในวังเลยหรอวะครับ พี่บอกกลับมาหรือจะราดตรงนั้นอะน้อง งานหนักนะเว้ย ผมเลยวิ่งเข้าวังไปถ่ายครับ

ณ หน้าวัง มีพี่ๆ ทหารเฝ้ายามอยู่ 5 – 6 คน ผมเดินเข้าไปเเล้วก็ยกมือไหว้พี่เค้าบอกว่าขอเข้าห้องน้ำหน่อยครับพี่ code red code red พี่เค้าก็ยิ้มๆ เเล้วก็ชี้ไปทางห้องน้ำ ทันทีที่ถอดกางเกง 2XU ตัวโปรดออก บอกได้คำเดียวครับว่าเละเทะ น้ำ 90% ที่เหลือเนื้อครับ พุ่งออกจากรูทวารภายใน 1 วินาที หลังจากนั้นก็รีบจัดการร่างกาย เเล้วก็ออกมาครับ พี่ทหารที่รับเรื่องของผมก็มายืนเฝ้าผมไว้ พอผมออกจากห้องน้ำพี่ทหารเค้ายิ้มแบบแอบตลก ผมก็บอกพี่ครับขอบคุณมากเลยนะครับพี่ไม่มีพี่ผมเละเเน่ๆ เเล้วก็ออกไปเข้าขบวนมวลมหานักวิ่ง

กิโลเมตรที่ 35 กลับมาใช้ใจนำอีกรอบ เดินๆ หยุดๆ เหยียดๆ น้ำก็หมด โชคดีที่ slow runner อย่างบ้านเอื้ออารีมิตร อ่านเกมขาดครับ พกกระติกน้ำมาด้วย เราก็ภูมิปัญญาชาวบ้านครับ เอาน้ำเเข็งมาใส่เเล้วก็วิ่งไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเราก็จะได้น้ำจากการสั่นเอง เมื่อเจอเฮียมี่อีกครั้ง เราก็ค่อยๆ ไปด้วยกัน เฮียมี่ตะคริวขึ้นตั้งเเต่ กิโลเมตรที่ 23 หน้าเซนปิ่น

เฮียมี่นี่เป็นไอด้อลของจอร์จในหลายๆ เรื่องเลยนะ โดยเฉพาะเรื่องการไม่ยอมเเพ้ เราทั้งคู่ก็วิ่งไปเรื่อย จนกระทั้ง pacer 6:00 hr (นักวิ่งลากพาเข้าเส้นชัยในเวลา 6 ชั่วโมง) ไล่จี้ตูดเราทั้งสอง

เเล้วก็เจอกับเฮียโจ้ (พี่ชายคนโต) โดยบังเอิญที่กิโลเมตรที่ 37 เฮียโจ้บอกว่าเฮ้ย จะวิ่งจบ 42 เลยหรอวะ จอร์จกับเฮียมี่ก็บอกว่าเอาให้จบ ยังไงก็ต้องจบให้ได้ มาขนาดนี้เเล้ว เเล้วเราสามพี่น้องก็ค่อยๆ วิ่งไปเรื่อย จนเจอผลไม้ชิ้นเเรกที่กิโลเมตรที่ 38 ผมนี่น้ำตาแทบไหล มันช่างเป็นเเตงโมที่อร่อยมากๆเลยจริงๆ พวกวิ่งมินิก็มาเเย่งกินกันอิ่มหน่ำสำราญเลย (ความจริง 10 โลมันไม่ได้ใช้พลังงานเยอะขนาดนั้นนะ เหลือไว้ให้ full กับ half กินบ้างก็ได้)

ถึง 2 กิโลเมตรสุดท้าย ขาเริ่มดื้ออีกเเล้ว เดินๆ หยุดๆ เเต่ก็ได้กำลังใจจากทุกๆ ท่าน กองเชียร์สาวยุ่นตะโกน “กัมบาเร่ มินนะซัง กัมบาเร่!!!!!!!” กองเชียร์สาวไทย “run first beer later” มันกังวานมากๆ

อยากจะบอกว่ากำลังใจนี่สำคัญมากจริงๆ เพื่อนๆมาราธอนเนอร์สองข้างทางก็คอยตบมือให้กำลังใจเป็นระยะๆ เเล้วก็ตะโกนบอกว่าอีกนิดเดียว สู้ๆ วิ่งเข้าไปๆ จะถึงเเล้ว

จนกระทั้งพ้นโค้ง ร่างที่ไร้พลังงานของพี่น้องเอื้ออารีมิตร ก็กลับมาวิ่งกันได้อีกครั้ง (วิ่งช้าๆ นะ) จนกระทั่งไข่มุขหลานจอร์จลูกเฮียจิม ที่แลเห็นพ่อตัวเองเเล้วก็วิ่งเข้ามาหา พร้อมกับอ้าเเขนรับ กองเชียร์สองข้างทาง ตะโกนกันเชียร์อย่างบ้าคลั่ง เฮียมี่ก็วิ่งไปหาพร้อมกับโอบกอดลูกสาวคนเล็กไว้ บรรยากาศตอนนั้นมันช่างวิเศษเหลือเกิน เกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ตากล้องจากหลายสถาบันเเย่งชิงกันเก็บภาพจากโมเม้นต์ที่เเสนวิเศษนั้นไว้อย่างไม่รีรอและลังเลใจใดๆ

เสียงกล้องถ่ายรูปแชะกันดังเกือบกลบเสียงเชียร์ได้ แล้วผมกับเฮียจิมเเละหลานๆ ก็จูงมือกันเข้าเส้นชัยอย่างสวยงาม ระยะ 100 เมตรที่จะถึงเส้นชัย ผมแทบจะร้องไห้ออกมา ด้วยความตื้นตันใจ เเต่ยับยั้งน้ำตาเเห่งความปลื้มปิติในตัวเองได้

เเล้วรอยยิ้มของผมก็หมดไปเมื่อที่ต้องมารู้ว่า ต้องเดินไปเอาเสื้ออีก 200-300 เมตร เเล้วต้องเดินย้อนกลับมาถ่ายรูปกับเพื่อนๆ อีก จุดนั้นไม่อยากเอาเสื้อ finisher เเล้วเรียก Uber มารับได้เลยก็ดี 555+ เเต่ก็กัดฟันไปรับเสื้อ

ขอบคุณ pacer 6:00 hr เเล้วก็ไปทยอยถ่ายรูปกับเพื่อนที่โรงเรียน เพื่อนนักวิ่งด้วยกัน ประสบการณ์ครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก จะฝั่งลึกไว้ในดวงใจของผมตลอดไป

ขอบคุณไอ้มนุยษ์ฝรั่งที่ถ่ายรูปให้นะ ขอบคุณวังนิรนามและพี่ทหารที่ให้ผมเข้าห้องน้ำนะครับ ขอบคุณทุกเสียงเชียร์สองข้างทางและใน Facebook

ขอบคุณ #349เมพรันเนอร์ ที่จุดประกายนักวิ่งในตัวผม ขอบคุณเจ้ Bee Api ลูกอมกับเสียงเชียร์ของเจ้สำคัญมากสำหรับผมในเวลานั้นเลย

ขอบคุณToey MeawNoi Piyanit ที่คอยให้กำลังใจและติดตามใน endomondo นะ

ขอบคุณป๊าม๊าสำหรับกำลังใจยามเช้านะครับ ขอบคุณเฮีย Ekasak Ua-areemitr ที่มาให้กำลังใจในจุดที่เเย่ที่สุดของเส้นทางวิ่ง ขอบคุณเฮีย Ekachai Ua-areemitr ที่อยู่สู้ด้วยกันจนจบ 42.195 โลด้วยกันนะเฮีย

We are marathoners!!!!!!! #iamamarathoner #bkkmarathon2014