Race Report,  Running,  Stories

The Race of My Life : มาราธอนแรก

“ครั้งนึงในชีวิตนะ ต้องวิ่งมาราธอนให้ได้นะหนู จำไว้….”

ประโยคสั้น ๆ ที่ดังข้างหูเมื่องาน กรุงเทพมาราธอน 2008 งานวิ่งครั้งที่ดีที่สุดในประวัติการวิ่ง 10 k ของปลา ที่จบด้วยการคว้าถ้วยรางวัลของ CEO Standard Chartered Thailand มาได้ด้วยการเข้าเส้นชัยเป็นที่ 2 ของพนักงานทั้งหมด

ในปีที่ยังไปวิ่งคนเดียวดุ่ย ๆ ทั้งตัวไม่มีอุปกรณ์อะไรนอกจากชุดวิ่ง เสื้อกล้าม กางเกงวิ่ง รองเท้าวิ่ง … Nike Running แบบหัวจรดเท้า พกแก้วน้ำใบเดียว โทรศัพท์ก็ไม่พก มีแค่สตางค์กับบัตรประชาชน ในยุคปีที่ยังไม่มีนักวิ่ง Facebook ไม่มี selfie ไม่มีกล้องดักตามทางเยอะแยะ

ประโยคนั้น มาจากคุณลุงอายุ 70 ที่วิ่งคู่มาด้วยกัน ซึ่งจริง ๆ ต้องบอกว่าแกลากปลาแหละ แต่กลายเป็นเราวิ่งไปคุยกันไปมาตลอดครึ่งทางหลัง ก่อนแยกกัน คุณลุงย้ำว่า

“ถ้าวิ่งได้ขนาดนี้ ต้องลงมาราธอนดูให้ได้นะหนูนะ”

คุณลุงกับเพื่อน เจอปลาบ่อยๆ ใน gym ที่ปีนั้น เป็นที่ที่ปลาซ้อมวิ่ง สลับกับต่อยมวย และวิ่งบนลู่ได้ด้วย speed 12 km / hr รวดตลอด 1 ชั่วโมงทุกครั้งที่ซ้อม … อืม ความทรงจำสมัยยังสาวและแข็งแรงนี่ดีเนอะ

หลังจากวันนั้น และถ้วย CEO ใบนี้ ปลาก็เริ่มวางแผนการซ้อมวิ่งมาราธอน ที่จบลงแค่แผนในกระดาษ ….. คือตอนนั้นมันยังไม่มี smart phone กะ tablet น่ะค่ะ

เขียนแผน 6 เดือนไว้เพื่อเริ่มซ้อม ตอนพฤษภา กะว่าไปดำน้ำกลับมาก็จะเริ่ม training เพื่อวิ่งมาราธอน กลายเป็นได้มาราธอนอย่างอื่นแทน … รักษาตัวจากมะเร็งโพรงจมูก แบบมาราธอนอยู่ปีนึง

หลายคนคงเคยทราบเรื่องปลามาบ้างแล้ว ว่า ปลาเคยผ่านความทรมานจากการป่วยด้วยโรคมะเร็ง และสู้กับการรักษาแบบเกือบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้ว พอหายมาสภาพร่างกายก็เปลี่ยนไปจากเดิมแบบสิ้นเชิง ชนิดที่ตอนจะกลับมาเริ่มออกกำลังกาย เดินได้ 300 เมตรก็นั่งแล้ว … ถึงขนาดกับเคยโดนคำเหน็บแนมไว้ว่า

“เธอน่ะ ตอนนี้ เดินยังแทบไม่มีแรงเลย แล้วคิดดูชีวิตนี้จะทำอะไรสมบุกสมบันได้ยังไง ต้องมีคนคอยดูแลขนาดไหน ยังไงก็พยายามอย่าให้ไปลำบากคนอื่นเค้านักเลยน่านะ”

นั่นแหละ เอ้า ๆ ไม่ต้องหงอย … ชีวิตเรา ดราม่าแค่พอให้ยังจำได้ว่าเป็นผู้หญิงก็พอและ เยอะไปกลัวจะไปดึง rating นางเอกละครหลังข่าวมา ไม่ดี ไม่ดี …

ชีวิตมันก็ห่างหายไปจากการ “ซ้อมวิ่ง” และ “งานวิ่ง” หลายปี เหลือแค่ “วิ่ง” เพื่อฟื้นฟูร่างกาย “วิ่ง” เพื่อออกกำลังกายให้แข็งแรง จนกระทั่ง …..

บุพเพสันนิวาส   นำพามาเจอกับชายหนุ่ม เจ้าเสน่ห์เสียงนุ่ม สุขุม ทุ้ม ลึก (แต่ตัวจริง ติงต๊อง หื่นหลบใน) ผู้เริ่มรวมตัวพลรรคนักวิ่งทีม 349 – พี่ปิงปิง ที่ทั้งกล่อม ทั้งยุ ทั้งดัน ให้กลับเข้าสู่วงการงานวิ่งอีกครั้ง ปี 2012 พร้อมแรงหนุนจากพี่พี่แห่งบัญชีจุฬาฯ ทั้งพี่หนุ่ม พี่เหน่ง เป็นอันได้ย้อนกลับมาวิ่งฟรุ้งฟริ้งใหม่อีกครา …

แต่ด้วย Mindset เรื่อง handicap ของตัวเอง ทำให้ไม่ได้มีความคิดว่าจะวิ่งอะไรไกลกว่า mini marathon หรอกนะ มีแค่นี้ เอาแค่นี้แหละ ขำขำ สวยสวยไป ตามสภาพ ใครจะยังไงปล่อยเค้าไป ขอเป็นไซส์มินิไปละกัน

กล้องตัดภาพไปที่ขอบฟ้า มีตัวหนังสือวิ่งขึ้นมาว่า …. 2 ปีต่อมา

ปลายังต้องใช้กรรม side effect จากการรักษามะเร็งต่อ ด้วยการมีภาวะ Hypothyroid Hashimoto Disease ซึ่งอยู่กับปลามาจะสองปีแล้ว ต้องทานยาไปตลอดชีวิตพ่วงด้วย package ข้อจำกัดด้านสภาวะร่างกายมากมาย มาทำให้ต้นทุนการวิ่งของปลาแพงหนักขึ้นไปอีก …

หู๊ยยยย อย่าหวังล่ะค่า ว่าเดี๊ยนจะวิ่งไกล ๆ 10 km นี่แหละระยะของเดี๊ยน self sufficient ไปเรื่อย ๆ มากกว่านี้ไม่ไหวหรอก … ก็สวยไป สวยไปกะระยะแค่ mini marathon

ใจหนอใจ…. จะแข็งขนาดไหน อย่าหวังจะสู้แรง อุปาทานหมู่ของ 349 Running Club ได้ !!! ในช่วงที่มีการวิ่งเก็บระยะทางเป็นทีม Nike Run Lunar เดือน สิงหาคม 2014 (อ่านที่นี่ Nike Lunar Run แรงบันดาลใจแห่งการวิ่ง) มันกลายเป็นการซ้อมวิ่งเป็นบ้าเป็นหลัง วิ่งแทบทุกวัน ร่างกายแข็งแรงขึ้น ขาแข็งแรงขึ้น หัวใจแข็งแรงมาก เพราะเพื่อน ๆพี่ๆ น้อง ๆ เติมกำลังใจ เติมความรักบนทางวิ่งให้กันตลอด บนทางวิ่งทุกทุกวัน มันอุ่นตั้งแต่ปลายนิ้วเท้าไปจนขั้วหัวใจ

พอเริ่มมีกำลังใจ รู้สึกว่าเราแข็งแรงกว่าเดิมมากมายแล้ว เริ่มคิดการใหญ่ ว่า เออ …ลองวิ่ง Half ก็ได้นะ … Half นะ ย้ำไปประมาณร้อยรอบ เอาแค่ Half นะ … ยังไม่ทันไร จินตนาการไปเหมือน โดนมอมเหล้าเมาเมา มึน ๆ เคลิ้ม ๆ น่ะ รู้สึกตัวอีกที ก็ … register Full Marathon ไปแล้ว !!! 2 งานด้วย !!! (BKK Marathon 2014 และ Laguna Phuket Marathon 2015) โอ้ปนิตา แกบ้าไปแล้ววววว !!!! จะคว้าผ้าห่มมาคลุมอกร้องไห้กระซิก ๆ ก็ทำไม่ได้  …ไม่มีใครบังคับขืนใจ จับมือให้สมัครให้จ่ายตังค์แม้แต่น้อย

ขณะนั้น เป็นเวลา 13 สัปดาห์ก่อนงานกรุงเทพมาราธอน ซึ่งตอนนั้นระยะที่วิ่งไกลสุดยังไม่ถึง 20 km เลยแม่คู้ณณณณ เอาล่ะซิ ยังไงดี เดชะบุญแต่ชาติปางหลัง ทำให้มาอยู่ในกลุ่มที่มี กุนซือ กุนสอน กุนสั่ง เยอะมากกกกก ทั้งโค้ชบ้าพลัง, โค้ช Sub 4, โค้ชละมุนละม่อม, โค้ชกดดัน, โค้ชขำขัน (โดยเฉพาะกุนซือเรื่อง gadget and equipment กะโค้ชสายอุปกรณ์นี่เยอะเป็นพิเศษ) เลยได้ศึกษาโปรแกรมการซ้อมมากมายหลายแบบ สุดท้ายมาจบที่ program Run Less Run Faster ไม่ใช่เพราะอยากจะทำความเร็วอะไรหรอกนะ แต่เพราะตารางให้วิ่งอาทิตย์ละ 3 วัน มันลงตัวกับชีวิตการทำงานและผสมตารางฝึกโยคะได้พอดี เอาก็เอาวะ …

บัดนั้น ชีวิตก็จะต้องวนเวียนอยู่กับ Interval Running , Tempo running, Long running ทุก ๆสัปดาห์ สลับกับโยคะอีก 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมทั้งตาราง body weight training ที่ set ไว้ทุกวัน (แต่ทำจริงไม่กี่วัน ขี้เกียจ แฮ่ !!!)

เท่านั้นมันยังไม่หมด ใคร๊ ใคร ใคร ใครจะคิดว่า การขยับ ระยะ upgrade endurance ในการวิ่ง มันทำให้เราค้นพบความเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ ซิน่า ชีวิตมันเปลี่ยนไปนะ ทีละขั้น ทีละขั้น …

จากคนวิ่ง 10 Km พอดีเหนื่อยแบบยังสวย ขยับมารู้จักระยะ 21 Km เรียนรู้การวางแผนความเร็ว ไม่ใช่สักแต่กด วิ่งสู้ฟัด เริ่มมองเห็นเพดานความอดทนของตัวเอง ศึกษาอาการ “หมด” ว่ามันจะมาตอนไหน ทุกครั้งที่ออกไปวิ่งยาว ปลาจะกลับมาจดอาการที่เจอแต่ละครั้ง เริ่ม plot graph ความเปลี่ยนแปลงทั้งคะแนน ความล้า ความเจ็บปวด อาการหิว วันนี้เราทำอะไรต่างจากครั้งก่อนบ้าง, เรากินอะไรไม่เหมือนเดิมบ้าง …

ช่วง up level จาก 10 Km to 21 Km ปลาแก้ปัญหานึงได้ตามเป้าหมาย คือเรื่องการดื่มน้ำ เพราะต่อมน้ำลายปลาแห้งกว่าคนปกตินิดหน่อย อันเนื่องมากจากผลของการใช้รังสีรักษา อาการ Dehydrate เกิดขึ้นง่ายมากและเป็นลมง่ายมาก (แต่อิป้าก็ไม่เคยเป็นลมเลยนะ หมอยังชมว่า คุณอึดดีแฮะ) เราหาจังหวะการดื่มน้ำเจอ และร่างกายเรียนรู้ที่จะปรับการหายใจ ใช้แรงที่พอดีให้สามารถวิ่งได้นานขึ้นโดยไม่ต้องดื่มน้ำ อย่างน้อยก็หมดกังวลเรื่อง Dehydrate ได้แล้ว

กำแพงหนาและหนักของปลาคืออาการไทรอยด์ ที่มันจะปวดตามกล้ามเนื้อ กระดูก และถ้าเป็นช่วงที่อาการไม่ดี มันจะไม่มีแรง เจอลมมาหนาว ๆ ฝนมาเย็น ๆ ก็ยิ่งปวด เพราะงั้นการขยันซ้อมเลยสำคัญมาก ๆ ซ้อมให้ร่างกาย ชิน ชา และทนให้ได้ …

ไม่ใช่แค่ซ้อมตามตาราง ไม่ใช่แค่ฝึกโยคะ แต่ปลาต้องตื่นมาว่ายน้ำเย็น ๆ ตอนเช้ามืด ไม่ก็ตอนกลางคืน ทั้ง ๆ ที่เป็นคนเกลียดและแอบกลัวสระว่ายน้ำตอนกลางคืนมาก แต่เพื่อฝึกความทนทานต่อความปวดเมื่อเจออากาศเย็น มันก็ต้องทน…​ หลายครั้งที่ต้องกระโดดขึ้นมานั่งขอบสระน้ำตาไหล มันปวด แล้วชั้นต้องมาทรมานตัวเองบ้าบ้าแบบนี้ทำด๋อยอะไร ?​ เสร็จแล้วก็ลงไปตีขาในน้ำเย็น ๆ ต่อ

จาก 21 Km สู่ 32 Km และ 35 Km … อุแม่เจ้า !!!! มันก้าวข้ามไปอีกโลกเลย สำหรับมือใหม่แบบปลา ตอนวิ่ง 21 Km ได้ด้วย pace 6:30 จบสวย นี่แบบ อู้ยยย โอเคล่าาาาา สบาย ๆ วิ่ง ยาวกว่านี้ก็เอาซัก pace 7 แหละ ได้อยู่ ๆ ….

มันไม่อยู่สิคะคุณขา เพราะยังไม่เคยซ้อมเติมพลังงาน ไอ้ 21 Km นี่ น้ำเปล่าล้วน ๆ พอไปถึง 25 Km นี่ เรี่ยวแรงมันไม่มี จะทิ้งตัวใส่ใคร หันซ้ายขวาหน้าหลังก็ไม่มี คอตกกลับบ้านเป็นหมาจ๋อยไป กลับไปร่างบันทึก plot graph ใหม่ วางแผนการเติมพลังงาน ตั้งแต่ก่อนวิ่ง ระหว่างวิ่ง และหลังวิ่ง …

เปิดประสบการณ์ชีวิตแปลกใหม่ และมีเรื่องมาบ่นอย่างตื่นเต้นตกใจให้สารพัดโค้ชฟังทุกครั้ง … มันเหมือนเด็กได้พบกิจกรรมการละเล่นใหม่ ทุกวันที่ออกไปซ้อมวิ่งยาว มันเหมือนได้ไปออกเดทกับขาทั้งสองข้างของตัวเอง ไปพัฒนาความสัมพันธ์ ไปเรียนรู้ รู้จัก และรักร่างกายจิตใจนี้มากขึ้นทุกวันทุกวัน ตลอด 12 สัปดาห์สู่มาราธอน

การเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่มันชัดมากคือ การวิ่ง กลายเป็นส่วนนึงของ ชีวิต และจิตใจ หลังเลิกงานเย็นไหนวิ่งไม่ได้ วิ่งไม่ทัน เช้าวันถัดมาร่างมันจะเด้งจากเตียงเองอัตโนมัติ เพื่อออกมาวิ่งให้ได้ตามตารางซ้อม

ทุกครั้งที่ได้ออกไปซ้อมวิ่ง ปลาได้ชาร์จไฟใส่หัวใจตัวเอง มันฟูขึ้น มันเต้นเป็นจังหวะร่าเริง มันทำให้ชีวิตสดใส๊ สดใส จู้ฮุกกรู๊มาก ทุกครั้งที่ซ้อมวิ่งยาวตอนสุดสัปดาห์เสร็จ มันจะมีเสียงฮัมเพลงในหัว …​If I have to, I can do anything… I am strong. I am invincible … I am woman

แต่เดี๋ยวนะ ยัง … มันยังไม่หมด ….สำหรับประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิตที่ได้จากการซ้อมวิ่งมาราธอน ใครจะไปคิดว่าชีวิตนี้จะต้องโดนกางเกงในบาดก้น ห๊ะ !?!?! ใช่ค่ะ ผิวอันบอบบางถูกทำร้ายอย่างไม่ปราณีปราศรัยจากกางเกงใน cotton 100% …

หลังจากไปถึง Km ที่ 35 ได้เป็นครั้งแรก วันนั้นอาบน้ำทั้งน้ำตา …​ไม่ได้ปลื้มอกปลื้มใจนะ แสบบบบบค่ะ แสบไปถึงไหน ๆ ๆ ตั้งแต่ขอบเอวกางเกง, ขอบ tank top ตรงแนวใต้อก, และที่ก้น ปกติก็ถลอกง่าย fragile เกินชาวบ้านอยู่แล้ว ก็ทาวาสลีนเฉพาะที่คิดว่าตะเข็บจะบาด แล้วก็ได้เลาะป้าย ตะไบรอยตะเข็บไว้หมดแล้วนะ สำหรับ Tank Top กับกางเกง…. แต่ไม่เคยคิดถึงกางเกงในนี่คะ ….

มันกลายเรื่องใหญ่นะ ใหญ่ขนาดรื้อลิ้นชักชั้นในกันเลย งานนี้ 100% cotton มันไม่พอ ต้องมาดู pattern กางเกง รอยตะเข็บ เกิดอาการคัดแยกชั้นในสำหรับวิ่ง only ไว้ทางนึงเลย ซ้อมวิ่งกะแค่กี่ตัวนี้เลย ไม่เปลี่ยนแล้ว

ตอนแตะ 35 Km ครั้งแรก สภาพยังไม่ค่อยแจ่มเมี้ยวเท่าไหร่ เท้ายังเจ็บ ท่าเดินเพนกวินป๊อกแป๊ก ยังไม่สวย … แต่พอไปแตะครั้งที่สอง 2 สัปดาห์ก่อนวิ่งจริง ก็จบสวย สบาย ลั้ลลา ฟรุ้งฟริ้งดังปรารถนาแล้ว สบายใจ๊ สบายใจ ได้ pace 6:54 – 6:55 ตามแผนเป๊ะเด๊ะ เลิศเลอเพอร์เฟคโต้ …

ฟ้าใสเท่าไหร่ ย่อมมีพายุใหญ่ตามมา … ใช่เลย ใครจะรู้ว่าอาทิตย์เดียวก่อนแข่ง ไทรอยด์มันจะดันกำเริบ เล่นซะหน้าบวม ตาบวม ปวดไปทั้งตัว ไมเกรนรับประทาน เครียดงานก็เครียด ใจมาเสียอีก ไม่อยากวิ่งแล้ว … Mindset เดิมๆ ตามกลับมาหลอนอีกครั้ง …. ชั้นบอกแกแล้วววว ให้เจียมตัว มันวิ่งไม่ไหวหรอก แกจะบ้ารึไง

มันเหนื่อย มันหนักไปหมด ทุกทิศทุกทาง จนโทรไปร้องไห้โฮ ๆ ๆ กับกุนซือคู่ใจ Mr. Aqwa หรือ คุณน้ำ  ร้องแบบยิ่งกว่าตอนอกหักถูกทิ้งอีก ไม่ร้องไห้น้ำตาแตกขนาดนั้นมาเกือบปีแล้วมั้ง มันปวดทั้งตัว เจ็บทั้งใจ นี่จะวิ่งไม่ได้จริง ๆ ใช่มั้ย?

…….. เดี๋ยว …. แล้วไอ้ที่วิ่ง ๆซ้อมมา ตั้งไม่รู้กี่ร้อยโลนั่น ไม่เรียกวิ่งเหรอ

……… 12 สัปดาห์ที่ผ่านมา เธอเรียกมันว่าอะไรหรือ ปนิตา ???

…….. เอา ใหม่ …….

เลยต้องเกิดอาการ upload กำลังใจให้มา แล้วก็ต้องยอมรับว่า เราต้องวิ่งดันกำแพงแล้ว …. ชนยังไงก็ไม่ผ่าน ปรับอะไรไม่ทันแล้ว ต้อง up level ความพยายามขึ้นไป ต้องใส่ให้หมด … ใส่ใจไปให้หมด  … เท่านั้นเอง

แล้ววันนั้นก็มาถึง ตึ่ง ตึง ตึง ตึ๊งงงงง ตุ้งแช่ ๆ ๆ ๆ

นั่นล่ะ เสียงหัวใจมันเต้นยังงั้นเลย ทำอะไรไม่ถูก ตอนก่อนวิ่งยังคิดว่า มาราธอนแรก ความรู้สึกมันช่างเหมือนตอนจะไปเที่ยวไกลๆ กับคนรักลำพังสองคนครั้งแรกเปี๊ยบเลย …​เอาเข้าจริง มาราธอนแรกกินขาดดด อยู่ไม่ถูก มือไม้สั่น ฉี่แล้วฉี่อีก เย็นวาบ ร้อนวูบ หูอื้อ ตาลาย …​ทั้งหมดนั้น มันเกิดขึ้นตอนช่วงก่อนออกสตาร์ทจริง ๆ

5… 4…3…2…1 ปรี๊นนนนนนน

นักวิ่งถูกปล่อยตัวออกไป ปลาก็ไหลตามเค้าไป ตื่นเต้นจนลืมกด Garmin จนวิ่งไปซักกี่ร้อยเมตรไม่รู้ ถึงนึกได้ จังหวะนั้น ไม่รู้หรอกว่า เพื่อนๆ ในทีมใครไปข้างหน้าแล้วบ้าง เราตั้งใจแค่กับการ start ขาด้วยการคุมจังหวะก้าวไปเรื่อยๆ ตามองข้างหน้า จนพอขึ้นสะพานปิ่นเกล้ามา วิ่งบนทางลอยฟ้ามาจนเกือบ Km ที่ 5 มั้ง (เพราะเลยจุดให้น้ำที่ 2 มาแล้ว) ก็เห็นพี่ฮั้วยืนกระโดดเหยง ๆ อยู่ โบกมือให้พี่ฮั้วแล้วน้ำตารื้นเลยหน่อยนึง เพราะรู้ว่าพี่ฮั้วหยุดรอปลาแน่ ๆ

ยิ้มให้พี่ฮั้ว แล้วบอกว่า ปลาโอเคนะคะ (จริง ๆ ช่วง 5 Km แรกโคตรปวดเลย แต่รู้ว่าวิ่งได้แน่ เพราะพลังนักวิ่งมากมายมหาศาล ไม่อยากให้พี่ฮั้วเสียเวลากะเรา) พี่ฮั้วก็ยืนยันว่า จะวิ่งไปเรื่อย ๆ ด้วยกัน …

รู้มั้ย มันอุ่บวาบไปทั้งตัวเลย เหมือนเด็กเดินงงงงหลงหลง หนาว ๆ แล้วได้ซุกอะไรอุ่น ๆ ความรู้สึกปลอดภัยมันเกิดขึ้นทันที กำลังใจมา กำลังขาก็ติด … ระหว่างที่วิ่งตามพี่ฮั้วกันมา กล้ามเนื้อที่ทำงานเริ่มเต็มรอบ เครื่องติดแล้ว ความปวดเริ่มค่อย ๆ อยู่ในระดับจัดการได้

ช่วง Km ที่ 12-15 นี่สนุกที่สุดแล้วค่ะ พลังมาแบบมหาศาล เพราะเราเริ่มเจอเพื่อน ๆ พี่ๆ ที่กลับตัวไปแล้ว เราโบกมือทักทายกัน เราตีมือกัน เราส่งพลังให้กันและกัน บนทางวิ่งนั้น วินาทีนั้น ปลารู้แล้วว่าพลังของมาราธอน มันไม่ได้มาจากการซ้อมอย่างบ้าคลั่ง จากความเร็วแบบจรวด หรือจากความสามารถเหนือคนอื่นของขาสองคู่หรอก …​มันมาจากความงดงามบนทางวิ่ง ที่นักวิ่งส่งใจให้กันต่างหาก

หลังกลับตัวมา เงยหน้ามองฟ้า พร้อมกับเพลงลาวดวงเดือนจาก iTune ก็เจอพระจันทร์น้อยยิ้มขยิบตาให้ มันอดยิ้มออกมาไม่ได้จริง ๆ … มีความสุขจังเลย มาอีกนิดก็เจอท้ายขบวน กับ pacer 6 ชั่วโมง เสียงพี่บุ๊ย ที่ตะโกนท่องกลอนปอปลานั้นหายาก มันดังขนาดทะลุเสียงเพลงในหูฟังมาเลย ..​และมันทำให้เรายิ้มได้พร้อมมีพลังเพิ่มมาอีกประมาณ 5 ขีดสัญญาณมือถือ

ประมาณ Km ที่ 20 อาการปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อหายไปแล้ว …​แต่มันปวดอึแทนค่ะคุณขา อีตอนมาตื้ด ๆ แรก ก็คิดว่า เอาวะ วิ่งช้า ๆ หายใจลึก ๆ เอาอยู่แหละ (อีกแล้ว)

ไม่!!!  มันไม่อยู่ ….​อดทนมาได้จนทางขึ้นสะพานพระราม 8 เจอรถสุขากทม. ใจเราสุขีทันใด ลืมไปว่านี่ Km 28 กว่า ๆ และจะต้องนั่งยอง ๆ !!! อู้วววววว ….​มันสุดยอดมากกกก อึแบบความเร็ว Sub 2 เพราะเกรงใจพี่ฮั้วรอ เลยเอาแค่พอให้วิ่งต่อได้

สบ๊ายยย ไปต่อ …​. ช่วงตรงนี้ มโนได้ว่าเป็น ดาราบนพรมแดงสบาย ๆ  เพราะวิ่งไปก็มีแสงแฟลชแว้บ ๆ ไปข้าง ๆ ตัว เกือบเผลอยกมือขึ้นโบกทักทายสื่อมวลชนแล้วเชียว แหม่!!!

ก่อนถึง Km ที่ 30 ลงมาเจอนางฟ้าน้องบี ที่ตะโกนเรียกชื่อปลาดังมาก …​แล้วผู้หญิงสองคนก็วิ่งเข้ากอดกันตัวลอยแบบไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง หัวใจอุ่นถึงขีดสุด น้ำตาก็ไหลพราก ..​ไม่รู้หรอกนะทำไม รู้แต่ตอนนั้นมันเหนื่อยมากๆ … กอดของบี เหมือนเอาไนตรัสมาอัดใส่ถัง เครื่องติดทันทีไม่มีอิดออด (อย่าอิจฉาจ้ะ อย่าอิจฉา)

อีก 12 Km เองนะ นิดเดียว เอง … ปลากะพี่ฮั้วมาเจอพระอาทิตย์ขึ้นที่วังสวนจิตรลดา เราสองคนเริ่มวิ่งสลับเดินแล้ว แต่แรงน่ะยังมีนะ …. วิ่งกันต่อมาจน ถึงช่วง 2 Km สุดท้ายแล้ว เจอพี่เจ๋ง มนุษย์อัลตร้า  วิ่งเข้ามานุ่ม ๆ เนียนๆ มาคุยด้วยอีกแล้ว … คุยเฉย ๆ ไม่ว่าค้าบ พอพี่ฮั้วเริ่มทิ้งห่างเพื่อ sprint เข้าเส้นชัยช่วงโค้งสุดท้าย พี่เจ๋งหันมาเฆี่ยนปลาสิคะ หู๊ยยยย ถ้าแกมีแส้อยู่แกคงฟาดแล้วน่ะ อิป้าที่คิดว่าจะวิ่งชิลชิลเข้าเส้นชัย กดพลังเฮือกสุดท้าย พุ่งเข้าเส้นชัยแบบลั้ลลาตาม signature ของปอปลาได้ในที่สุด ผ่านเสียงเชียร์ของทีม 349 ที่มายืนรอยกป้ายเชียร์ข้างทางอยู่แล้ว ด้วยเวลา 5:06 Hr เกินกว่า 5 ชั่วโมงตามที่ตั้งใจ แต่จบได้แบบมีความสุขมาก ๆ ๆ ๆ

จังหวะที่ก้าวเข้าเส้นชัย ประโยคเหน็บแนมที่ว่า อย่าได้เป็นภาระของใครนักเลย ก็แว่บขึ้นมาเฉย ๆ …​ ปลายิ้ม (คือปนิตาน่ะยิ้ม ไม่ต้องตัดภาพไปที่ปลากระป๋อง กลับมาๆ )

ไม่ได้รู้สึกตื้นตัน สะใจ ดีใจ เจ็บปวด อะไรเลย… แต่เป็นความรู้สึก สุขใจ เบา สบาย กับคำสามคำในหัว “ฉัน ทำ ได้” มันรู้สึกดีมากที่ได้เข้าเส้นชัยได้ด้วยความรู้สึกกลาง ๆ เบา ๆ สบาย ๆ … และคิดว่า วันนี้ เจ้าของประโยคเหน็บแนมนั้น คงได้รับรู้สิ่งที่เขาควรรู้แล้ว

โทรหาพ่อกับแม่ก่อนเป็นอันดับแรก ไม่แปลกใจเลยที่พ่อกับแม่รอลุ้นตามเข็มนาฬิกากับหน้าจอมือถืออยู่แล้วว่าลูกจะเข้าเส้นชัยตอนไหน ชัยชนะจากมาราธอนแรกนี้ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีผู้ให้ชีวิตทั้งสองคนนั้น ผู้ให้กำเนิดชีวิตปลามาสองครั้งแล้ว และกอบโกยให้ปลายืนขึ้นได้ใหม่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะผ่านการแหลกสลายมาขนาดไหนก็ตาม

ปลาไม่เคยรู้เลยนะว่า “มาราธอน” มันสวยงามขนาดนี้ สวยสว่างเจิดจ้า เกินกว่าแสงอาทิตย์ที่เส้นชัยในตอนเช้าวันนั้นซะอีก มันสวยด้วยทุกเรื่องราวระหว่างทาง … ทางที่ยาวกว่า 42 Km กว่า ๆ นั้น

ระยะทางที่สวยงามด้วยทุก ๆ รายละเอียดของเรื่องราวนับตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจว่า “ฉันจะวิ่งมาราธอน”

ระยะทางที่สวยงามด้วยความเจ็บปวด เหนื่อยล้า น้ำตา ที่รวม ๆ กันไม่รู้กี่ร้อยกิโลเมตรจนถึงเส้นชัย

มันคือ commitment ที่ยิ่งใหญ่ ที่ไม่ได้เรียกร้องจากใคร และไม่ได้ให้ใคร …. นอกจาก “หัวใจ” ตัวเอง

ขอบคุณทุก ๆ รายละเอียดที่ทำให้เรื่องราวมาราธอนแรกของปลาสวยงาม ขอบคุณครอบครัว 349 ที่ทำให้ปลาได้ค้นพบความงดงามนี้ … และรักมันหมดทั้งใจที่มี

แล้วเจอกันบนทางวิ่งนะคะ

“I have made it this far and refused to give up because all my life I had always finished the race.”

(Louis Zamperini)

 

Hua : เผื่อใครยังไม่ทราบเรื่องอาการป่วยของน้องปลาก่อนหน้านี้ ชมได้ที่นี่ค่ะ