Marathon,  Training

City Run#2 : วิ่งยาวครั้งแรกในรอบปี

12 ก.ค. 2557 

ระยะทาง : 33.33 กิโลเมตร
เส้นทาง : สวนลุม – พระราม 4 – ท่าคลองเตยนอก – บางกระเจ้า – ตลาดบางน้ำผึ้ง – ท่าเรือบางนา – บางนา – สุขุมวิท – สวนเบญจกิติ – สวนลุม 

ทริปนี้เกิดจากติดใจการวิ่งสามสวนในครั้งแรก เลยอยากลองวิ่งในเมืองบ้าง “พี่เจ๋ง” เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้อยู่แล้ว เลยชวนพี่เค้ามาวิ่งด้วยกัน ซึ่งพี่เจ๋งเป็นผู้กำหนดเส้นทาง ส่วนฮั้วบอก condition อย่างเดียวคือ “ต้องวิ่งผ่านร้านอร่อย ๆ นะ”

อีกจุดประสงค์นึงคือ ฝึก Time on Feet เป็นการวิ่งแบบช้าๆ วิ่งสลับเดิน ซึ่งเป็นการฝึกความคงทนของขาให้ยืนได้ระยะยาวแบบไม่สนระยะทางและความเร็ว

การวิ่งสลับเดินยังช่วยลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บอีกด้วย เพราะขามีเวลาได้พักเดินก่อนจะวิ่งใหม่ ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับฮั้วยิ่งนัก เพราะเพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ

เส้นทางครั้งนี้

หลังจากนัดวันให้ลงตัว เราก็เริ่มวิ่งที่สวนลุมพินีเพราะจอดรถสะดวก และบังเอิญว่าวันนั้นมีการวิ่งเพื่อน้องแก้มด้วย พวกเราเลยวิ่งวนในสวนลุมก่อนประมาณรอบกว่า ๆ

พวกเราเห็นว่าเริ่มสายแล้วน่าจะเจ็ดโมงได้เลยแยกขบวนออกจากเพื่อน ๆ ออกทางประตูถนนวิทยุ (หัวมุมสี่แยกสาทร) แล้ววิ่งตรงตามทางถนนพระราม 4 ผ่านตลาดคลองเตย และตรงขึ้นมาจนถึงสามแยกใกล้ ๆ Big C พระราม 4

เส้นทางนี้ทำให้ความทรงจำสมัยเด็ก ๆ ผุดขึ้นมา สมัยก่อนฮั้วอยู่แถว ๆ นี้แหละ เรียนโรงเรียนก็ตรงนี้ เดินไปกลับโรงเรียน เดินไปตลาดคลองเตย ผ่านมาหลายสิบปี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

สะพานข้ามแยกตลาดคลองเตย

วิ่งผ่านกรมศุลกากรเข้ามาที่ท่าเรือวัดคลองเตยนอกเพื่อข้ามไปฝั่งบางกระเจ้า (ค่าเรือ 10 บาทต่อคน) ช่วงแรก ๆ ยังมีแรง รู้สึกวิ่งได้ดี ยังไม่แวะเดิน ไม่มีอาการเจ็บ

ช่วงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาน่ากลัวนิด ๆ เพราะเป็นเรือหางยาวคันเล็ก มีคนขับ พี่เจ๋ง และฮั้วนั่งกันสามคน ต้องข้ามแม่เจ้าสายใหญ่ มีเรือใหญ่ผ่าน (จากที่เคยนั่งเรือมา คิดว่าเป็นเรือเมล์คันใหญ่ ไหงท่านี้เป็นเรือหางยาวไปได้ แอบกังวลว่าเรือจะคว่ำหรือเปล่านะ) ตอนนั่งเรือก็เลยถือโอกาสพักขา และนั่งรับลมโกรก สบายมาก แต่.. ใช้เวลาเร็วมาก ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงอีกฝั่งละ

เรือจากฝั่งท่าเรือคลองเตยนอก

ฮั้วเคยขับรถมาบางกระเจ้าหลายครั้งแล้ว (แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามเรือ) ปกติจะพาเจ๊สซี่มาวิ่งที่สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ เพราะสวนนี้อนุญาตให้นำสุนัขเข้าได้ แต่ต้องระวังหมาเจ้าถิ่น

ตลาดบางน้ำผึ้งเป็นจุดแวะพักของพวกเรา อย่างที่ request พี่เจ๋งไป ฮั้วอยากหาที่กินอร่อย ๆ ตลาดนี้แหละเหมาะสมที่สุด

พอขึ้นจากเรือก็วิ่งตามทางถนนเล็ก ๆ ซึ่งก็คือเส้นที่จะไปสวนศรีฯ นั่นเอง พี่เจ๋งควัก ปลอกแขน (arm sleeves) ขึ้นมาใส่ .. ฮั้วหันไปเห็นก็ตกใจที่ตัวเองสะเพร่าไม่เอาปลอกแขนมา ลืมเอาไว้ในรถ นึกในใจวันนี้ต้องดำแหง ๆ เลย

วิ่งตามทางมาเรื่อย ๆ พวกเราก็เลี้ยวซ้ายเข้าซอยเพชรหึงษ์ 26 (หน้าซอยจะมีป้ายเขียนว่า “ทางเข้าตลาดบางน้ำผึ้ง”) ตามถนนเข้าไปก็เจอที่จอดรถของตลาด ถึงแม้ว่าฮั้วเคยมาตลาดนี้ แต่ตอนนี้ของขายเยอะมาก ตลาดขยายใหญ่ แต่เช้า ๆ คนยังไม่เยอะมากเท่าไหร่ พวกเราก็เดินหาร้านที่น่าจะกินง่ายและไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อท้อง (เพราะวันนี้ยังต้องวิ่งอีกไกล) ณ ตอนนั้น ระยะทางอยู่ที่ประมาณ 15 กิโลเมตร (นับจากเริ่ม)

เจอเพื่อนนักวิ่งที่มาปั่นจักรยาน

เข้าไปในร้าน ดั๊นเจอพี่เหมียวที่รู้จักกันผ่านทางเครซี่รันนิ่ง เลยนั่งคุยกันยาว ซึ่งฮั้วก็ใช้โอกาสนี้ในการพักขา เติมน้ำดื่ม (รอบนี้ฮั้วยังใช้เป็นเข็มขัดน้ำซึ่งมีขวดเล็ก ๆ สองขวด ยังไม่อยากแบกเป้น้ำ มันหนักอะ)

หลังจากกินเสร็จ ท้องตึงเปรี๊ยะ เริ่มวิ่งไม่ออก พี่เจ๋งเลยชวนเดินยาวจากตลาดบางน้ำผึ้งจนถึงท่าวัดบางน้ำผึ้งเพื่อจะขึ้นเรือข้ามมาที่ท่าเรือบางนา คราวนี้เราได้นั่งเรือเมล์ที่คนใช้สัญจรข้ามไปมา สามารถเอารถมอเตอร์ไซค์ขึ้นได้ด้วย

น้องหมาขึ้นเรือด้วย

หนังท้องตึง หนังตาหย่อน ได้ลมเย็น ๆ ตอนข้ามเรือนี่ทำให้ง่วงได้เลย แต่เรายังมีระยะทางอีกไกลที่ต้องไป พอขึ้นท่าก็เริ่มวิ่งอีกครั้ง

ตอนนี้แดดเริ่มออก ร้อนมาก ๆ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค แต่สิ่งที่ไม่ชอบคือ ควันรถ เหม็นมากแต่ก็ต้องทนเอา วิ่งทะลุผ่านสรรพาวุธ ขึ้นสะพาน (อีกแล้ว) ข้ามสี่แยกบางนาเพื่อมาวิ่งฝั่งสุขุมวิทขาออก พี่เจ๋งบอกว่าฝั่งนี้กำลังทำทางเท้าใหม่ จะได้วิ่งแบบเทรลจริง ๆ

ตั้งแต่เข้าบางนา (กิโล 21) ขาฮั้วเริ่มล้าละ นึกในใจ “อยากขึ้น BTS แฮะ” แต่ก็เกรงใจพี่เค้า อุตส่าห์ออกแบบเส้นทางมาจะมาถอดใจอะไรตอนนี้ ฮั้วเลยได้แต่ทนวิ่งตามพี่เจ๋ง บางช่วงได้พักเพราะติดคน ติดรถ แต่ก็ยังทนวิ่งตามต่อไป จนไปเจอปิยะรมณ์ (เก่า) เลยร้องบอกพี่เจ๋งว่าอยากแวะเข้าห้องน้ำ และยังถือโอกาสได้ซื้อเครื่องดื่มเกลือแร่อีกด้วย

วิ่งครั้งนี้ลืมเอาเจลมาด้วย พอเริ่มขึ้น 20++ เริ่มหมดแรง บวกทั้งความล้าขาที่ไม่ได้ซ้อมมานาน อยู่ ๆ ก็วิ่งยาวเลย เรียกได้ว่าขาหนักพอดู

ทนแข็งใจวิ่งตามจนถึงช่วงพระโขนง ตัดสินใจบอกพี่เจ๋งว่าขาเริ่มล้าและตึงมากละ ต่อไปคงต้องขอเดินยาว ๆ สลับบ้าง

หลังจากช่วงนี้เลยเป็นการเดิน เดิน เดิน สลับ วิ่ง ฮั้วนึกในใจ “นี่ละน๊า ซ้อมวิ่งได้วิ่งจริง ๆ แล้วตัวเองไม่ได้ซ้อม จะเอาแรงขาจากไหนมาวิ่ง!!!” .. พวกเราคุยกันว่าจะต้องหาอะไรอร่อย ๆ กินฉลองดีกว่า เช่นไอศครีมเป็นต้น แต่จะให้แวะขึ้นไปที่เอมโพเรี่ยมด้วยชุดเหงื่อโทรมกาย และสภาพเหม็น ๆ แบบนี้ก็เกรงใจชาวบ้านเค้า เลยตกลงว่าจะวิ่งจากเอมโพเรี่ยมจนถึงตึก Exchange Tower เพื่อแวะดื่ม Starbucks กัน

พอไปถึงเคาน์เตอร์สิ่งแรกที่สั่งคือ อะไรก็ได้ที่หวานและเย็น “Green Tea Flappucino” นั่นเอง .. เครื่องดื่มแบบนี้ปกติจะไม่สั่ง เพราะหวานมาก แคลอรี่ก็เยอะ แต่วันนี้ ด้วยอากาศร้อน ๆ แบบนี้ วิ่งมาไกลขนาดนี้ ฮั้วว่ามันเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะที่สุด แถมยังได้นั่งตากแอร์เย็นๆ ซักพักก่อนลุยวิ่งต่ออีกด้วย

ทางที่ใช้ตัดเข้าสวนลุมก็คือทางที่มาจากสวนเบญจกิติด้านโรงงานยาสูบนั่นเอง เพราะจะได้ฝึกขึ้นลงบันไดตลอดทางนี้ด้วย .. ตอนนี้ขาหนักจริง ๆ เหมือนวิ่ง 32 กิโลผ่านมาแล้วต้องลุยต่ออีก 10 กิโลเพื่อเข้าเส้นชัยมาราธอน

เรายังคงวิ่งสลับเดินอยู่ เพราะพี่เจ๋งคงเห็นว่าฮั้วล้ามากจริง ๆ

พอเข้าช่วงสุดท้ายก่อนถึงสวนลุม ขอยอมรับว่าดีใจมากกกก นี่มันยิ่งกว่าการทรมานตัวเอง ซ้อมก็ไม่ได้ซ้อม ขาเพิ่งดีขึ้น ยังจะซ่าขอวิ่งยาว แต่ก็ดีใจที่ทำสำเร็จ แต่บรรลุวัตถุประสงค์ของการวิ่งครั้งนี้ โดยได้ระยะทางทั้งสิ้น 33.33 กิโลเมตร ใช้เวลาทั้งหมดไปเกือบ 7 ชั่วโมง (รวมพักกินข้าว กินน้ำ เข้าห้องน้ำ)

และนี่คือการพิสูจน์ทฤษฏี run-walk-run ว่าวิ่งสลับเดินทำให้คุณไปได้ไกลจริง โดยที่ร่างกายไม่ล้าเหมือนวิ่งอย่างเดียว

พอกลับมาบ้านฮั้วก็รีบยืดเหยียด กินพลังงานเติมเข้าร่างกาย เอาตัวไปแช่น้ำเย็นกว่าครึ่งชั่วโมง วันรุ่งขึ้นก็พบแค่อาการล้าตามปกติของการวิ่งยาว ไม่พบอาการบาดเจ็บใดๆ

หลังจากวิ่งครั้งนี้ ยิ่งติดใจการวิ่งแบบ City Run เพราะได้เห็นมุมใหม่ ๆ ที่ปกติไม่เคยเห็น ไม่เคยผ่าน แถมยังไม่ต้องวิ่งเร็วแบบรักษาเพซด้วย (แหะ ๆ จริง ๆ คือขี้เกียจวิ่งเร็ว) รับรองมีครั้งต่อไปแน่ ๆ

สิ่งที่ได้เรียนรู้

  • อย่าประมาท ถึงแม้ว่าจะเคยผ่านระยะนี้มาแล้ว ก็ยังคงเตรียมตัว เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เจล น้ำและเกลือแร่อย่าให้ขาด (หลังจากวิ่งครั้งนี้ เลยคิดอยากได้เป้ที่สามารถพกขวดน้ำข้างหน้าได้) 
  • ศึกษาเส้นทางมาก่อนว่าต้องผ่านอะไรบ้าง โชคดีที่ครั้งนี้ใส่ GoRun Ultra เลยผ่านทางเทรลสบาย ๆ ไม่เจ็บเท้า 
  • ช่วงที่ต้องวิ่งผ่านซอยต่าง ๆ ต้องชะลอหรือหยุดระวัง รถ มอเตอร์ไซค์ หรือจักรยานด้วย อย่าวิ่งเพลิน 
  • ทางเท้าเป็นทางใช้ร่วมกันกับผู้อื่น เราวิ่งมาต้องระวังคนเดินเท้าให้มาก ๆ