Articles,  Stories

จากไม้เท้าสู่มาราธอน

นาฬิกาปลุกดังตอนเวลาตีสี่ คนๆหนึ่งที่หลับไหลต้องตื่นขึ้นมาทั้งๆที่เวลานี้ยังเป็นเวลาที่คนทั่วๆไปนอนสบายอยู่บนเตียงแล้วเหตุผลอันใดเล่าที่ทำให้คนๆหนึ่ง ยอมที่จะตื่นขึ้นมาในขณะที่เขาสามารถทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนอันแสนสบาย???  คำตอบนั้นเป็นไปได้มากมาย และหนึ่งในนั้นผมเชื่อว่าต้องมีคนคิดเหมือนผมนั้นก็คือ ตื่นขึ้นมาวิ่ง

ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา การวิ่งเป็นกระแสสังคมที่ดังขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อตั้งแต่หนังเรื่องรักเจ็ดปี ดีเจ็ดหน ได้ออกฉาย ซึ่งสามารถที่จะรู้ได้จาก social network ต่างๆ ผู้คนรุ่นใหม่ ต่างชักชวนกันออกมาวิ่ง พร้อมทั้งถ่ายรูปลงมากมาย ซึ่งนั้นก็นับเป็นสิ่งที่ดี  แต่!!! ยังคงมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ตัดสินใจวิ่งเพราะเหตุผลอย่างอื่น บ้างก็เพื่อสุขภาพ บ้างก็เพื่อความเป็นเลิศ ส่วนผมนั้น ผมวิ่งเพื่อพิสูจน์ตัวเอง…

จะให้เรื่องมันดราม่าขึ้นอีกนิด ตามนิสัยคนไทย เรื่องไม่ต้องมีอะไรมาก ใส่ดราม่านิดหน่อย ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง….

เดี๋ยว….. ไปไกลแล้ว กลับมาเรื่องที่ผมจะเล่าต่อดีกว่า การที่ผมตัดสินใจสวมรองเท้าแล้วออกมาวิ่งนั้นแน่นอนไม่ใช่วิ่งเพื่อความเท่ห์ ไม่ได้วิ่งตามอย่างนิชคุณ แต่ผมอยากจะพิสูจน์ตัวเองว่าสักครั้งในชีวิตนี้ ผมสามารถลงวิ่งระยะมาราธอนจนจบได้ ความคิดนี้คงไม่มาอยู่ในหัวผมเลยถ้าผมไม่ต้องหัดเดินใหม่…

ด้วยความประมาทของผม ช่วงกลางปี 2554 ผมเกิดบาดเจ็บจนเอ็นหัวไขว้หน้าของหัวเข่าด้านขวาผมขาด กว่าจะได้เข้าไปตรวจสภาพกับหมอ ก็ปาเข้าไปเดือนมกราคม 2555 เพราะเนื่องจากภารกิจที่เกี่ยวพันกับช่วงน้ำท่วมในปี 2554 หลังจากที่ผมเข้าไปฟังหมออ่านฟิลม์ MRI ที่หัวเข่าดูแล้ว เอ็นไขว้หน้าผมฉีก พร้อมพบรอยฉีกที่หมอนรองเข่าต้องผ่าเข่าอย่างเดียว ผมร้องไห้ระหว่างขับรถกลับบ้านเลย ในใจคิดว่า ต่อจากนี้ไปชีวิตผมไม่เหมือนเดิมอีกแล้วผมไม่สามารถทำกิจกรรมอะไรหลายๆอย่างอีกต่อไป แต่ว่ายังดีที่มีน้องที่รู้จักคนหนึ่งแนะนำให้ผมไปหาหมอที่ผ่าตัดหัวเข่าของน้องคนนั้นทำให้ผมทราบว่า ถึงแม้จะผ่าตัดหัวเข่า ผมก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทิ้งกิจกรรมหลายอย่างไปเพียงแต่ช่วงระยะเวลา 1 ปี หลังการผ่าตัด จะต้องใช้ความพยายามอย่างสูงเพื่อที่จะฟื้นฟูสภาพขาของผมให้กลับมาในเกณฑ์แข็งแรง

วันที่ 2 กุมภาพันธุ์ 2555 เป็นวันที่ผมเข้าห้องผ่าตัด การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดีแต่ภายหลังหมอได้เอาวิดีโอสภาพภายในเข่าที่ถ่ายให้ผมดู สภาพเข่าผมแย่กว่าที่ผมคิดมากๆ เอ็นไขว้หน้าขาดไปเลย แถมหมอนรองเข่าก็ฉีก จนไม่สามารถเย็บซ่อมได้ ต้องตัดออกไป เกือบ50% หมอบอกว่า ห้ามผมลงน้ำหนักบนขาเลย 3 อาทิตย์ แต่ยังต้องทำกายภาพ พร้อมทั้งหัดใช้ไม้ค้ำเดิน ตอนนี้เองที่ผมรู้สึกว่าคนพิการนั้นต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนในการใช้ชีวิตในสังคมปกติไม่ว่าจะเดินขึ้นลง BTS ไม่ว่าจะซื้อข้าวกิน หรือแม้กระทั้ง ที่จอดรถสำหรับคนพิการที่หาไม่ยาก แต่เมืองไทยมีคนพิการที่ขับรถยุโรปมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกเท่านั้นเอง

Rehab-1
ต้องหัดลุกนั่ง และลงจากเตียง พร้อมทั้งใช้ไม้เท้า
Rehab-2
หัดเดินขึ้น-ลงบันไดโดยใช้ไม้เท้า

 
หลังเวลาผ่านไป 3 อาทิตย์ สภาพเข่าผมดีพอที่จะรับน้ำหนักได้บ้างแล้ว ความรู้สึกเมื่อตอนที่ผมทิ้งน้ำหนักลงบนขาขวาครั้งแรกนั้น เจ็บจนแทบจะล้ม เหมือนว่ามีใครเอาเข็มทิ่มเข้าไปในเข่าของผม เท้าผมรู้สึกชาไปหมดทั้งเท้าเลย หลังจากที่ไม่ได้ใช้งานขามาเกือบ 1 เดือน สภาพขาของผมนั้นลีบเล็กจนดูเหมือนเป็นขาของคนอื่น มาถึงตอนนี้ การกายภาพและออกกำลังขาสำคัญอย่างยิ่ง ผมจำเป็นจะต้องดัดเข่าของผมให้งอได้เกือบเท่าปกติภายในระยะเวลาเดือนที่ 2-4 หลังการผ่าตัดมิเช่นนั้น เข่าผมก็จะไม่สามารถจะงอเพิ่มได้อีกหลังจากนั้น การดัดเข่านั้นเจ็บมากๆถ้าจะให้อธิบายคงอธิบายยากว่าเจ็บขนาดไหน เอาเป็นว่า แต่ละครั้งที่นักกายภาพงอเข่าแล้วก็พยายามที่จะดันเขาผมให้งอ ผมเจ็บจนหายใจไม่ออก ร้องออกมาแบบไม่มีเสียง

นอกจากไปกายภาพกับนักกายภาพแล้ว ช่วงนั้นผมใช้เวลาประมาณ2-3 ชั่วโมงทุกวันในการออกกำลัง โดยจะปั่นจักรยาน 1 ชั่วโมง โดยปรับความหนืดจนสุด และก็เล่นเวทโดยเน้นที่ขาเป็นหลักผมทำอย่างนี้จนเข้าสู่เดือนที่ 7 ผมถามหมอว่า ผมสามารถที่จะวิ่งได้ไหม คำตอบจากหมอคือได้ และนี้ก็คือจุดเริ่มต้นของการวิ่งของผม

Rehab-3
สภาพขาที่ลีบกว่าอีกข้างอย่างเห็นได้ชัด


ผมจำได้ว่าวันแรกที่ผมออกไปวิ่งนั้น ผมวิ่งได้แค่ 100 เมตรแรก ไม่ใช่เพราะว่าผมเหนื่อยเพราะก่อนหน้านั้นผมปั่นจักรยานติดต่อกันแทบทุกวัน แต่ที่ผมรู้สึกคือ มันเสียวเข้าไปถึงในหัวเข่าจนผมกลัวว่าเข่าของผมจะมีปัญหา แต่นั้นก็เป็นแค่จุดเริ่มต้น ผมใช้เวลาประมาณ เกือบ 1 อาทิตย์ในการวิ่งๆเดินๆ จนครบ 1 กิโลเมตร จากนั้นก็เพิ่มเป็น 2-3 กิโลเมตร ผมใช้เวลาเกือบ 2 เดือนเพิ่มระยะจนเกือบ 10 กิโลเมตรตอนนั้นผมยังไม่มีความคิดที่จะลงวิ่งแข่งขันเลย จนกระทั้งมีน้องที่ทำงานที่ TMB ชวนเพื่อนๆให้ไปวิ่งงาน Parkrun นั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของผมในการวิ่งแข่งขัน จากงานแรก 10 กิโลเมตร ที่สภาพแทบตาย เหนื่อยจนต้องหยุดเดิน ไม่รู้จักคำว่า pace หรือเทคนิคอะไรทั้งนั้น ผมจบด้วยเวลา 1:08 ชั่วโมง หลังจากนั้น ความคิดเรื่องวิ่งจนจบมาราธอนก็เริ่มเข้ามาในหัว

แต่ผมก็ยังเก็บความคิดนั้นเอาไว้จนกระทั้งผมได้ลงแข่งขัน Thailand North Face 2013 ในระยะ 25 กิโลเมตร ในวันที่ 2 กุมภาพันธุ์ 2556 หนึ่งปีพอดีหลังจากที่ผมผ่าเข่า ผมผ่านเส้นชัยด้วยเวลา 3:04 ด้วยสภาพที่ไม่ได้แย่นัก แต่ก็มีเข่าอ่อนบ้าง หลังจากนั้นผมคิดว่าถ้าผมจะลงระยะฟูลมาราธอนก็คงไม่หนักเกินที่สภาพเข่าของผมจะรับได้ เพราะ 1 ปีหลังจากที่ผ่าเข่ามาผมสามารถมาไกลถึงขนาดนี้

TNF 2013
The North Face Thailand 2013 กับ ระยะ 25km การวิ่งเทรลครั้งแรก

ดังนั้นผมและเพื่อนๆที่อยู่ในกลุ่มกินเที่ยวอีก สองคนที่เริ่มวิ่งไล่ๆกันก็ตกลงสัญญากันว่าพวกเราจะลงแข่งขันงานกรุงเทพมาราธอนในระยะฟูลมาราธอนด้วยกัน หลังจากนั้น การซ้อมตามโปรแกรมก็เริ่มขึ้นทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง สลับกับการลงแข่งขันเป็นประจำ จนกระทั้ง มีงาน BangkokUltra Trail Festival เข้ามา ตอนนั้นด้วยความคิดบ้าๆว่าผมคงจบได้ในสภาพโอเค ถ้าผมวิ่งสลับเดินตลอด 50 กิโลเมตร แล้วครั้งนี้เองที่ผมรู้ว่า ประโยคที่ว่า ซ้อมมาแค่ไหน ก็ได้แค่นั้น เพราะว่าเมื่อถึงระยะ 25 กิโลเมตรที่ผมเคยวิ่งเยอะสุด ตะคริวก็มาทั้งสองข้าง 25 กิโลเมตรแรกผมใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง แต่หลังจากตะคริวมา ผมใช้เวลาอีก 5 ชั้วโมงกว่า ในการเดินจนจบ วินาทีที่ผมผ่านเข้าเส้นเป็นคนท้ายๆ ของการแข่งขันนั้นผมจุกจนพูดไม่ออก น้ำตาไหลแบบห้ามไม่ได้ 8 ชั่วโมง 35 นาที ที่ผมใช้ไปในการแข่งขันครั้งนี้มันพิสูจน์ว่า ผมได้มาไกลถึงขนาดไหน และมันก็ยังบอกผมว่า การที่จะวิ่งในระยะฟูลมาราธอนนั้นจำเป็นที่จะต้องมีแผนการซ้อมที่ถูกต้องด้วย


หลังจากนั้น ผมก็ได้ซ้อมตามโปรแกรมที่ผมไปหามาจากเว็บไซด์ มีทั้งการวิ่ง tempo, interval, steady pace และอื่นๆ จนกระทั้งวันที่สำคัญก็มา นั้นก็คือวันที่ 17 พฤศิจกายน 2556 งานกรุงเทพมาราธอน ผมเตรียมตัวได้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ ผมตั้งความหวังไว้ว่าจะวิ่งให้ได้ต่ำกว่า 4 ชั่วโมงครึ่งให้ได้ หลังจากปล่อยตัว ผมวิ่ง21 กิโลเมตรแรกด้วยความเร็วแบบที่ผมไม่เคยคิดว่าผมจะทำได้ผมผ่านครึ่งแรกไปด้วยเวลา 2 ชั่วโมงกับอีก 3 นาที และยังคงรักษาความเร็วได้คงที่จนถึงกิโลเมตรที่ 30 ผมดูจากเวลาที่เหลือ ผมสามารถเข้าเส้ยชัยได้สบายๆ  ผมจึงลดความเร็วลงเพราะว่าไม่ต้องการที่จะให้เกิดอาการบาดเจ็บ

แต่แล้วเพราะด้วยความเร็วที่ผมใส่ไปก็ได้ตามกลับหลอกหลอนผม กิโลเมตรที่ 33 ตะคริวก็ขึ้นมาที่ขาข้างขวาของผม จากนั้นผมก็ทำได้แค่พยายามเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมผ่านเส้นชัยด้วยเวลา 4 ชั่วโมง 42 นาที ในด้านที่แย่ ผมก็ได้บทเรียนว่า อย่าคิดว่าตัวเองแน่ มันยังมีเหตุการที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นเสมอผมกลับบ้านไปด้วยอาการเจ็บข้อพับด้านขวา แต่ในทางกลับกัน ผมก็สามารถผ่านเส้นชัยได้ถึงแม้สภาพจะไม่เต็มร้อย ผมก็พิสูจน์ตัวเองได้อีกระดับหนึ่งว่า ผมนั้นก็ทำได้เช่นกัน

BKK Marathon 2013-1
กรุงเทพมาราธอน 2556
BKK Marathon 2013-2
จบมาได้แบบยังมีความค้างคาใจว่าปี2557 ต้องมาแก้มือ


แต่เรื่องมันยังไม่จบ ยังไม่ต้องรีบกดปิดครับ หลังจากงานกรุงเทพมาราธอนผ่านไปผมยังมีอีก สองมาราธอนที่จะต้องวิ่ง เพราะความคิดบ้าๆ ที่ไม่รู้ว่าควรจะเอาอย่างหรือเปล่านั้นก็คือ ผมกับเพื่อน จะลงงาน Thailand North Face 2014 ในระยะ 100Km Duo (เหตุผลที่ไม่ลง 50Km เพราะค่าสมัครถูกกว่าหน่อยหนึ่ง) โดนใช้งานแข่งระยะฟูลมาราธอนงาน Unique Running Ayuttaya กับ จอมบึง เป็นการซ้อมระยะยาว

AY Marathon 2013-1
งานอยุธยามาราธอน กับการวิ่งที่ต้องฝ่าฟันไปกับเหล่ารถสิบล้อ และควันไฟ

งานอยุธยานั้น ผมวิ่งด้วยสภาพที่ไม่เต็มร้อยนัก เพราะพึ่งหายจากงานกรุงเทพมาราธอนได้ไม่นานทำให้การซ้อมยาวเกิน 20 กิโลเมตรนั้นไม่ได้ซ้อมเลย จากงานนี้ผมวิ่งไม่เร็วนัก พยายามประคองไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บผมวิ่งด้วยสภาพร่างกายที่โอเคจนกระทั้งถึงกิโลเมตรที่ 35 (อีกแล้ว) ด้วยอากาศที่ร้อนมากพร้อมกับควันจากการเผาหญ้าข้างทาง ทำให้ผมต้องวิ่งสลับเดิน จนกระทั้งผมผ่านเส้นชัยด้วยเวลา 4ชั่วโมง 52 นาที การวิ่งครั้งนี้ผมผิดหวังที่ทำเวลาช้ากว่างานกรุงเทพมาราธอน แต่ว่าในทางกลับกันสภาพร่างกายของผมดีกว่างานกรุงเทพมาราธอนมาก จากนี้ผมก็มองสู่งานถัดไป นั้นก็คืองานจอมบึงมาราธอน

AY Marathon 2013-2
จบมาได้แบบไม่เจ็บอะไร

ในตอนแรกผมนึกว่างานจอมบึงนี้ จะไม่มีปัญหาใดๆเข้ามาขวางผมได้ แต่แล้วจากการที่ผมลงมาราธอนติดกัน 2 เดือน โรคนักวิ่งก็ถามหา ผมเจ็บ shin splints ต้องพักทั้งอาทิตย์ก่อนแข่ง แต่ก็อีกนั้นหล่ะ ผมลงวิ่งตามความสามารถที่มีอยู่ แล้วก็ผมอยากจะสัมผัสบรรยากาศงานวิ่งที่เขาว่าดีที่สุดในเมืองไทยผลสรุปว่า 4 ชั่วโมง 48 นาทีที่ผมใช้ไปกับงานนี้ ผมประทับใจอย่างมาก ทั้งชาวบ้าน เด็กนักเรียนทั้งหลาย อาหารการกินหลังเส้น รวมถึงอ่างน้ำแข็ง ทุกอย่างนี้จัดขึ้นมาเพื่อนักวิ่งจริงๆ อีกทั้งสภาพร่างกายของผมก็ถือได้ว่าดีมาก ไม่มีอาการเจ็บใดๆ

แต่ว่าหลังจากกิโลเมตรที่ 35 ไป มีอาการเกือบเป็นตะคริว ทำให้ผมต้องเปลี่ยนมาเป็นเดินเร็วแทนจากงานนี้ ทำให้ผมคิดว่า ผมจะต้องทุ่มเทให้กับการซ้อมอย่างจริงจังให้มากกว่านี้ อีกทั้งจะต้องเตรียมตัวให้ดีกว่านี้เพื่อที่จะวิ่งทำเวลาให้ได้ตามเป้าหมายที่ผมตั้งไว้แต่ก่อนที่จะถึงงานหน้า ยังมีงานใหญ่ที่ผมเฝ้ารออยู่อีกงาน

Jombueng 2014
งานนี้บรรยากาศดี แต่ก็ยังซ้อมมาไม่ดีพอ

และแล้ว งานที่ผมตั้งตารอก็มาถึง Thailand North Face 2014 งานนี้ผมลงในระยะ 50กิโลเมตร หลังจากที่ประเมินความสามารถของผม ผมคิดว่าผมสามารถจบได้ภายในเวลา 6 ชั่วโมงอย่างแย่ที่สุดไม่เกิน 7 ชั่วโมง แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ผมคาดหวังเอาไว้เลยสภาพสนามที่โหดมาก ภูเขาสูงชัน อากาศที่ร้อน พร้อมกับทางเดินที่อันตราย ผมพาขาคู่นี้ของผมวิ่งผ่านระยะทางไปได้ถึงประมาณ 30 กิโลเมตร หัวเข่าของผมก็ออกอาการเจ็บขึ้นมา ทุกก้าวที่วิ่ง หรือเดินลงเขา มันเจ็บแปร๊บขึ้นมาทันทีผมเถียงกับตัวเองอยู่ในหัวว่า จะเลิกดีไหม จะหยุดดีไหม เข่าผมมันเจ็บขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั้งเห็น Check Point 4 ผมก็บอกกับตัวเองว่า เป็นไงเป็นกัน จะช้ายังไงก็แล้วแต่ ผมจะลากสังขารเข้าเส้นชัยให้ได้ ผมพยายามเดินให้เร็วขึ้น หยุดและค่อยๆก้าวขาลงทีละข้าง ช้าๆเวลาลงเขา ขาผมสั่นทุกครั้งที่ย่อเข่า จนกระทั่งผมต้องเดินถอยหลังลงเขา เพราะเป็นทางเดียวที่ทำให้ผมลงเขาแบบเจ็บเข่าน้อยที่สุดและแล้วผมก็ผ่านเส้นชัยได้ด้วยเวลา 9 ชั่วโมง 11 นาที ช้ากว่าที่ผมตั้งใจไว้ตอนแรกถึง 3 ชั่วโมงเศษ ด้วยสภาพที่ผมสามารถบอกได้ว่า แตะขีดจำกัดของผม ณ เวลานี้แล้ว แต่ว่าผมไม่เสียใจเลยผมได้พิสูจน์ตัวเองว่า ผมได้พยายามอย่างที่สุดแล้ว กับสภาพสนามที่โหดขนาดนี้ กับสภาพร่างกายขนาดนี้ผมสามารถวิ่งจนจบได้

TNF 2014
2 ปีเต็มหลังจากการผ่าตัด ถึงแม้สภาพไม่ดีนัก แต่ก็ภูมิใจมากที่พาตัวเองผ่านเส้นชัยได้

หากมองย้อนกลับไป สองปีที่ผ่านมา ชีวิตของผมเปลี่ยนไปมากมาย ผมวิ่ง 3 มาราธอน กับ 1 อัลตร้าเทรลเทรลในระยะ 50 กิโลเมตร จบในระยะเวลาไม่ถึง 4 เดือน ผมสามารถพิสูจน์ให้ตัวผมเองได้รู้ว่าถึงแม้ผมไม่ได้เก่ง วิ่งเร็วเหมือนคนอื่น แต่ทุกๆก้าวที่ผมวิ่ง ผมได้ผ่านอะไรมามากมาย ผ่านความเจ็บปวดในการกายภาพ ผ่านชั่วโมงอันยาวนานในการฟื้นฟูสภาพขา ผ่านการฝึกซ้อมต่างๆ ผมได้ทำดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ในตอนนี้ หลังจากนี้ไปผมสามารถพูดได้เต็มปากอย่างไม่อายใครว่าจากคนธรรมดาคนหนึ่ง กลายเป็นคนที่มีร่างกายไม่เต็มร้อย ต้องหัดเดินใหม่ มาสู่คนที่เริ่มวิ่ง จนกระทั่งสามารถจบการแข่งขันมาราธอนได้ ผมคือคนๆนั้น และผมทำมันได้ มันจะเป็นความภูมิใจของผมที่จะหล่อเลี้ยงหัวใจของผมตลอดไป