Training,  Tricks

วิ่งให้ดีต้องมีครู (ตอน 1 – ปฐมบท)

จำไม่ได้ว่าไปอ่านเจอเรื่องการฝึกซ้อมวิ่งกับโค้ชที่เว็บไหน อาจจะเป็น blog ของอาจารย์ป้อม (http://oorrunningblog.blogspot.com/ หรือ blog ของคุณไช้ (http://portman1975.blogspot.com/) แต่ที่แน่ ๆ ฮั้วขอยืมสำนวนนี้จากอาจารย์กฤตย์ ทองคง ที่เป็นคอลัมน์หนึ่งในนิตยสาร Thai Jogging

คนที่สะกิดติ่งอยากมีโค้ชกับเค้าบ้างไม่ใช่ใครอื่นเลย คือ “ครูดิน” ของเรานี่เอง ขอเกริ่นคร่าว ๆ นิดนึงว่า ฮั้วเริ่มหัดวิ่งเมื่อส.ค. 2555 โดยเป็นการวิ่งบนเครื่องวิ่งที่ฟิตเนส แรก ๆ เริ่มจากการเดินเร็วและก็ค่อยขยับเป็นวิ่งทีละน้อย และลงสนามแข่งครั้งแรกเมื่อต้นก.ย. 2555

ในช่วงเดือนก.ย. ได้เห็นข่าวสารจากหน้าเฟสบุ๊คของเพื่อน ๆ เรื่องโครงการ “วิ่งสู่ชีวิตใหม่” จัดที่สวนลุม ทีแรกที่เห็นก็คิดว่า “เรื่องวิ่งยังต้องสอนกันอีกเหรอ เราก็วิ่งได้กันทุกคนนี่นา” ตอนนั้นแค่จะให้ตื่นเช้ามาแข่งยังไม่ค่อยจะอยากทำ แต่จะให้ตื่นเช้าไปเรียน “เรื่องวิ่ง” ขอบายดีกว่า

แต่สุดท้ายไม่รู้อะไรดลใจ อาจจะเป็นเพราะเจ้าสมุดเล่มเล็ก ๆ ที่แจกฟรีซึ่งมีตารางฝึกซ้อมง่าย ๆ และวิธีการยืดเหยียด หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ฮั้วสนใจอยากไปลงเรียนกับเค้าบ้าง ไปด้วยการไม่เข้าว่าทำไมจะต้องมีการสอนเรื่องวิ่ง

วันนั้นเหมือนจะมีการบันทึกเทปของดาราที่มาร่วมวิ่ง เลยดูเป็นงานใหญ่พิเศษ คนก็เยอะ มีอาจารย์หลายท่านมาเกริ่นให้ความรู้ในเรื่องอาหาร ประโยชน์การวิ่ง .. ขอสารภาพว่าฟังผ่าน ๆ มาก เราก็รู้ ๆ อยู่ว่าประโยชน์คืออะไร เริ่มวิ่งเลยได้ไหมคะ .. แต่ไม่อะ ต้องมีการวิ่งวอร์มซักหนึ่งรอบเล็ก ๆ มีการจัดกลุ่มและมีพี่เลี้ยงวิ่งประกบ (เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอาจารย์ป้อม เจ้าของ blog ที่ตามอ่านเป็นครั้งแรก) พอวอร์มเสร็จก็มาทำกายบริหาร (อ๊ะ ก็เหมือน ๆ เวลาที่เรียนพละมานั่นแหละ) แล้วค่อยเข้าหลักสูตรการจัดท่าทางการวิ่ง

ภาพจาก Sathavorn Running Club
ระหว่างที่ยืนฟังครูดินสอนเรื่องการจัดท่าทางและเหตุผลว่าทำไมถึงต้องวิ่งท่าแบบนี้ มันช่างน่าสนใจ น่าทดลอง แต่ในใจก็ยังแอบแย้งนิด ๆ ว่าแค่การปรับท่าทางจะทำให้วิ่งสบายขึ้นจริง ๆ เหรอ พอจบการฝึกสอนก็มีการยืดเหยียดอีกครั้ง .. เป็นการเรียนที่ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง แต่กระตุกต่อมอยากทดลองท่าวิ่งที่ได้เรียนมาก

เวลาผ่านพ้นไปหลายเดือนก็ยังไม่มีโอกาสได้กลับมาเรียนกับครูอีก ได้แต่ติดตามการโพสต์บนแฟนเพจ Sathavorn Running Club เห็นตารางการฝึกซ้อมนักวิ่งหน้าใหม่ที่ครูโพสต์ให้นักเรียนไปทำการบ้าน ตอนนั้นอ่านก็ไม่เข้าใจ และยังไม่รู้ด้วยการฝึกซ้อมแบบนี้จะช่วยให้เราวิ่งดีขึ้นยังไง

เมื่อตัดสินใจลงฟูลมาราธอนที่ภูเก็ต ฮั้วก็หาตารางการฝึกซ้อมตามเว็บต่าง ๆ และปรับมาใช้กับการออกกำลังกายที่ทำอยู่ประจำ แต่ไม่ได้เน้นเรื่องการสร้างความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการฝึก interval / fartlek / tempo อะไรแบบนั้นเลย ตอนนั้นคิดแค่ว่าต้องการสร้างร่างกายให้สามารถวิ่งยาวได้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นการฝึกจึงเน้นวิ่งสั้น ๆ ไม่เกิน 8 กิโลต่อวันในระหว่างสัปดาห์แต่ไปวิ่งยาวในช่วงสุดสัปดาห์แทน (วิ่งประมาณ 3 – 4 วันต่อสัปดาห์)

เมื่อจบมาราธอนและพักฟื้นร่างกายมาพอสมควรแล้ว วันนึงได้มีโอกาสไปเรียนกับครูดินที่สวนหลวงร.9 ซึ่งครูก็ยังเน้นการจัดท่าทางให้วิ่งสบาย ๆ แต่เราไม่ได้สบายน่ะสิ เพราะมันไม่ใช่ท่าวิ่งปกติของเรา วันนั้นโดนปรับท่าจนเริ่มทำได้และกลับมาฝึกซ้อมเอง แต่สิ่งสำคัญในวันนั้นที่ครูได้พูดไว้คือ “คุณไปเอาตารางจากคนอื่น ๆ ที่เค้าซ้อมกัน หรือไปเอาตารางที่เค้าโพสต์กันบนอินเตอร์เน็ทแล้วมาซ้อมวิ่ง คุณรู้หรือไม่ว่าวันนั้นคุณซ้อมไปเพื่ออะไร แล้วได้ประโยชน์อย่างไร

เหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ จริงสินะ ไม่รู้เหมือนกัน ตอนที่ไปหยิบตารางมา ก็มีทั้ง tempo / interval เต็มไปหมด โชคดีที่ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าไอ้ที่เค้าเขียนมันคืออะไร เลยข้าม ๆ ไปไม่วิ่ง .. แต่เราจะวิ่งไปเพื่ออะไร? แล้ววัดผลยังไง? ตอนนั้นวิ่งตามอารมณ์ วิ่งเท่า ๆ กันแทบทุกวัน สมมุติว่าวิ่ง 5 กิโล ก็จะประมาณนี้ทุกครั้ง ความเร็วเดิมทุกที เอ.. แล้วร่างกายเราพัฒนาหรือเปล่า จริงอยู่หัวใจจะแข็งแรงขึ้น แต่ผลที่ได้คุ้มกับเวลาหรือการลงแรงที่ลงทุนไปหรือเปล่า น่าสงสัย..

พอตัดสินใจลงฟูลมาราธอนอีกครั้ง (สิงคโปร์มาราธอน 1 ธ.ค.) เลยไปขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ครูดิน ด้วยความอยากรู้ว่าการฝึกซ้อมแบบมีขั้นตอนที่ครูเคยบอกไว้มันเป็นอย่างไร โดยตั้งเป้าว่าอยากทำเวลาให้ดีขึ้นจากของเดิมที่ภูเก็ตมาราธอน 5 ชั่วโมง 9 นาที เป็น 4 ชั่วโมง 45 นาที .. ซึ่งในใจก็ยังหวั่น ๆ ว่าจะทำได้ไหม เร็วขึ้นมากว่า 20 นาที หนักไม่ใช่น้อยนะ

เมื่อครูอนุเคราะห์ตารางการฝึกซ้อมแบบ 3 เดือน (ก.ย. – พ.ย.) ก่อนสิงคโปร์มาราธอน .. ชีวิตนักวิ่งแบบมีครูของฮั้วก็เริ่มขึ้น..

โปรดติดตามตอนต่อไป…