Gear Review,  Shoes

Skechers Go Run Ride .. กว่า 500 กิโลเมตรกับรองเท้าคู่ใจ

ย้อนกลับไปซักประมาณ 6 เดือนที่แล้ว (ช่วงเม.ย.) ที่ฮั้วกำลังซ้อมเพื่อมาราธอนแรก ตอนนั้นมีรองเท้าหลักคู่เดียวที่ใช้วิ่งข้างนอกคือ ASICS Kayano 19 แต่เนื่องจากเว็บเรื่องวิ่งและนักวิ่งหลาย ๆ คนบอกมาว่าถ้าซ้อมทุกวัน เราควรจะมีรองเท้าอีกคู่ไว้ใส่สลับกัน (โอเค ๆ ยอมรับก็ได้ว่าจริง ๆ ก็ไม่ได้วิ่งทุกวันหรอก แต่อยากได้รองเท้าใหม่อะ)

พี่เจ๋งเค้าแนะนำว่าแบรนด์ Skechers มีรองเท้าวิ่งดี ๆ นะ มีหลายรุ่นให้ไปลอง และช่วงนั้นก็คิดอยากลองเปลี่ยนท่าวิ่งจากเดิม heel strike เป็นแบบ midfoot – forefoot .. พี่เจ๋งแนะนำรุ่น Go Run 2 ซึ่งเป็นแบบ minimalist เบา และหน้าเท้ากว้างด้วย

มีเชือกให้สองคู่

แต่เมื่อไปลองที่ร้านแล้วพบว่ารองเท้าพื้นบางเกินกว่าที่ฮั้วจะรับได้ (ถ้าบางคนชอบบางก็คงจะเหมาะ แต่ฮั้วไม่รู้สึกว่าความบางแบบนี้จะเหมาะกับฮั้ว ณ ตอนนั้น) มองไปข้าง ๆ เห็นรุ่นนึงที่หนาขึ้นมาหน่อย แต่ยัง 4 mm heel drop นั่นก็คือ “Go Run Ride” นั่นเอง .. ลองใส่ในช็อป กระโดด ๆ วิ่ง ๆ แล้วชอบ เลยติดมือกลับบ้านมา โดยคิดว่าถ้าใส่แล้วดี ปรับเข้ากันได้ คู่นี้น่าจะเหมาะกับวันแข่งมาราธอน

อะไรคือ 4 mm heel drop – มาจาก heel to toe drop differential เป็นความแตกต่างในความสูงเมื่อใส่รองเท้าระหว่างส้นเท้ากับช่วงหน้าเท้า รองเท้าปกติทั่วไปจะเป็นแบบ 12 mm drop ซึ่งหมายถึงเวลาที่ใส่รองเท้าวิ่ง ช่วงส้นเท้าจะถูกยกสูงกว่าพื้นถึง 12 มิล .. ยิ่งเลขน้อยก็จะหมายถึงส้นเท้าของเราจะถูกยกน้อยลงเท่านั้น ซึ่งเชื่อกันว่าจะท่าวิ่งของเราจะเอนเอียงไปทาง midfoot มากยิ่งขึ้น 

เมื่อได้มาลองใส่จริง ๆ (ครั้งแรกวิ่งบนลู่) รู้สึกใส่สบาย ไม่บีบหน้าเท้า แต่การทรงตัวแปลก ๆ เลยตัดสินใจวิ่งสั้น ๆ แค่ไม่กี่กิโล และหาโอกาสลองวิ่งกับพื้นข้างนอกดูบ้าง .. ซึ่งความรู้สึกหลักคือ เบา ใส่สบายมาก ยังไม่ทิ้งการ support ที่ควรมีในรองเท้า แต่วิ่งแล้วเหนื่อย เหมือนจะไม่ค่อย balance

สภาพหลังผ่านศึกมา 5 เดือน

ความรู้สึกนี้เกิดจากการที่ตัวรองเท้ามี design แบบมี support ตรงช่วง midfoot แต่ตรงช่วงส้นไม่ค่อยมี support เลย ซึ่งแตกต่างกับรองเท้าที่มีพื้นช่วงส้นเท้าค่อนข้างหนา (แบบ Kayano ที่ใส่อยู่) ตอนวิ่ง ณ ตอนนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนท่าจากการลงส้นซะทีเดียว เวลาลงเท้าเลยให้ความรู้สึกเหมือนจะล้มไปข้างหลัง และทรงตัวไม่ค่อยอยู่ ตอนนั้นเลยตัดสินใจไม่ใช้คู่นี้ในการแข่ง จะใช้ในการซ้อมระยะทางสั้น ๆ ซะมากกว่า

แต่พอจบมาราธอนที่ภูเก็ต ก็เลยหันกลับมาใช้คู่นี้จริง ๆ จัง ๆ และลองใช้ลงสนามแข่งหลายสนาม รวมถึงสนามมาราธอนที่พัทยาที่ใช้เวลาไปกว่า 7 ชั่วโมง ซึ่งคู่นี้ก็สามารถรองรับการวิ่งนาน ๆ เช่นนั้นได้ จนตอนนี้ (ตุลาคม 2556 ฮั้วใช้คู่นี้ทั้งซ้อมและแข่งไปแล้วกว่า 500 ก.ม. จากที่ซื้อมาเมื่อตอนต้นพ.ค. 2556)


ส่วนที่ชอบ ถูกใจ 

  • จาก feature นึงในรองเท้าที่มี GOimpulse sensor ซึ่งเค้าว่าเป็นปุ่มช่วยเรื่องการเด้งตัวระหว่างวิ่ง ฮั้วพบว่ารองเท้าคู่นี้ใส่แล้วนุ่ม แล้วเหมือนจะเด้งหน่อย ๆ จริง ๆ
GOimpulse sensor
  • มีความ flexible มาก ๆ แทบจะพับติดกันได้เลย ซึ่งพอใส่วิ่งแล้วจะรู้สึกเหมือนเท้าเราเอง ไม่ได้ถูกบีบหรือมีเจลมานูน ๆ ซัพพอร์ตด้านใดด้านนึง
  • ตัวรองเท้าไม่มีลิ้นรองเท้าแยกชิ้นออกมา ทำให้ลิ้นไม่เลื่อนซ้ายขวา ไม่น่ารำคาญ (เป็นมั๊ยว่าวิ่ง ๆ แล้วลิ้นรองเท้าเลื่อนไปมา) คู่นี้จะเย็บตัวลิ้นติดกับตัวรองเท้าเลย ทำให้รู้สึกว่ารองเท้าเป็นส่วนหนึ่งของเท้า เมื่อผูกเชือกก็จะแน่นพอดี ไม่มีเลือนซ้ายขวา
รองเท้าที่เกาะติดกับเท้า
  • ส่วนของเชือกผูกรองเท้าให้มาสองคู่ และเป็นเชือกแบบแบน ซึ่งเมื่อผูกแล้วจะไม่ค่อยคลายปม หลุดเลื่อนง่าย
  • สีสันสดใส เจ็บถึงใจแทบทุกสี วิ่งกลางคืนก็เห็นเด่ดชัด แต่ก็มีสีแบบเรียบร้อยสำหรับคนที่กลัวรองเท้าเลอะ
  • เคยใส่คู่นี้ลงแข่งวันฝนตก (เรียกว่าไม่ได้ตกหนักมากเป็นพายุ) แต่ตัวรองเท้าไม่เปียก ไม่รู้สึกเฉอะแฉะ และตัวพื้นรองเท้าไม่รู้สึกว่าลื่น สามารถวิ่งเต็มที่ได้
  • คู่นี้ลองวิ่งมาหมดแล้วทั้งพื้นลู่สนาม ลู่วิ่ง สนามราดยางมะตอย (แบบในสวนสาธารณะ) พื้นซีเมนต์ (ยังไม่ได้ลองเทรล) พบว่า support ดี และไม่ลื่น
  • รู้สึกว่ารองเท้าจะระบายอากาศค่อนข้างดี เวลาใส่ซ้อมวิ่งยาวจะไม่เปียก ถึงแม้ว่าเท้าจะมีเหงื่อออก ถุงเท้าแฉะ แต่พอถอดรองเท้าออกมามันไม่แฉะ รองเท้าไม่ค่อยเหม็น
  • เหมาะกับคนมีหน้าเท้ากว้าง เพราะช่วง upper จะใหญ่หน่อย
ความ flexibility ของรองเท้า

ส่วนที่พึงระวัง 

  • ไม่เหมาะกับคนที่วิ่งลงส้นเท้า แต่ถ้าคุณต้องการบังคับตัวเองให้วิ่งแบบ midfoot นี่คือรองเท้าของคุณ
  • เนื่องจากพื้นจะบางกว่ารองเท้าแบบ traditional บางทีวิ่งตอนเย็นๆ แบบ long run จะรู้สึกร้อนเท้าบ้าง สามารถช่วยได้โดยการใส่ถุงเท้าหนาขึ้นอีกนิด
  • ถ้าเป็นคนขี้เกียจซักรองเท้า (เหมือนฮั้ว) อาจจะต้องเลือกสีเข้ม ๆ หน่อย แต่ถ้าไม่ใส่ใจ (เหมือนฮั้ว) ก็จัดไปค่า
  • การใส่รองเท้าขับรถ เนื่องจากพื้นเป็นปุ่ม ๆ บางจังหวะของการเปลี่ยนระหว่างคันเร่งกับเบรค จะมีติดปุ่มเล็กน้อย แต่นาน ๆ จะเกิดขึ้นที
  • รุ่นนี้จะไม่ค่อยมีฟองน้ำตรงช่วงลิ้นรองเท้าและช่วงข้อเท้า แรก ๆ อาจจะรู้สึกแปลก ๆ ไม่มีความนุ่มตรงส่วนนั้น และรองเท้าไม่กัดเท้าแต่อย่างใด

ถ้ากำลังคิดว่าอยากลองเปลี่ยนท่าการวิ่งจากการลงส้นมาลงช่วงกลางเท้าหรือหน้าเท้า โดยยังต้องการ support บ้าง และไม่ต้องการให้รองเท้าบางจัดแบบรู้สึกถึงทุกอนูของพื้น Skechers Go Run Ride เหมาะกับคุณแน่นอน ..

ส่วนฮั้วใช้คู่นี้มากว่า 500 กิโลเมตร ยังคงชอบ และช่วงนี้ใช้คู่นี้แทบทุกวันสำหรับซ้อมมาราธอน และคิดว่าจะโผล่คู่ที่สองเพื่อเอามาใช้สลับกันในไม่ช้า

ป.ล. อย่าหวังว่าพอใส่รองเท้าปุ๊บ คุณจะเปลี่ยนการลงส้นทันที รองเท้าแค่มีส่วนช่วยบังคับการลงเท้า (เพราะเมื่อคุณลงส้น คุณจะรู้สึกเสียสมดุลย์ทันที) แต่ควรจะนึกถึงท่าการวิ่งที่อยากจะวิ่งในหัวด้วย เช่น การเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย การยกต้นขา หรือยกส้นเข้าหาก้น และวางเท้าไม่เกินช่วงลำตัว .. เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ คุณจะสนุกกับการใส่คู่นี้แน่นอนค่ะ