Race Report,  Running

Hua-Hin International Mountain Beach Marathon 2013

การวิ่งครั้งนี้จริง ๆ แล้วไม่มีอยู่ในแผนเลย สัปดาห์นี้ฮั้วควรจะไปวิ่งฮาล์ฟมาราธอนที่ Standard Chartered KL Marathon ที่ลงทะเบียนไว้ตั้งแต่กุมภาพันธ์ แต่จากการที่มีหมอกควันพิษปกคลุมทั่ว KL ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้จัดงานเลยตัดสินใจกระชั้นชิดที่จะเลื่อนการวิ่งออกไป ฮั้วเลยต้องหางานวิ่งในไทยมาเสียบแทน ทีแรกมองไว้เป็นที่สุโขทัย แต่การเดินทางลำบากและวางแผนกะทันหันแบบนี้ เลยตัดสินใจไปหัวหินดีกว่า

งานนี้ไม่ค่อยมีข้อมูลตามเว็บไซท์ ผู้จัดก็ไม่เคยได้ยินชื่อ (tact team) และได้ยินข่าวว่าปีที่แล้วระยะเกิน น้ำไม่พอ ร้อน จัดไม่ค่อยดี นักวิ่งบ่นแต่ก็กลับไปวิ่งอีก.. อืม แสดงว่าต้องมีเสน่ห์อะไรซักอย่าง ท้ายที่สุดก็เลยตัดสินใจไปที่นี่ดีกว่า

ระยะวิ่งมี 10, 21 และ 32 กิโลเมตร เป็นระยะที่น่าสนใจมาก นาน ๆ จะมีคนจัดแบบ 32 กิโลเมตร แต่ในใจก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะไหวไหม เพราะไม่ได้ซ้อมวิ่งยาวเลยหลังจากจบภูเก็ตมาราธอน

ทริปนี้นอนที่โรงแรม G Hua Hin Resort & Mall เหมือนเมื่อครั้งมาวิ่งที่เขาหินเหล็กไฟ โรงแรมสวย facility ครบ ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส ห้องกว้าง เตียงนอนนั้นนอนแล้วไม่อยากลุก หมอนนิ่มมาก ห้องน้ำก็ใหญ่ มีเรนเชาเวอร์ด้วย อาหารอร่อยใช้ได้ ราคาก็ไม่แพง แถมอยู่ใกล้แหล่งช็อปปิ้งอีก ในตัวมอลล์ยังมีร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา .. มีครบเลย

G Hua Hin

หลังจากเช็คอินก็ตรงไปที่จัดงานตรงสวนสนประดิพัทธ์ ผู้จัดไปตั้งจุดลงทะเบียนในโรงแรมที่อยู่ในสวนสน การลงทะเบียนไม่ยุ่งยาก แต่ฮั้วยังไม่แน่ใจเรื่องระยะทาง บวกกับข่าวที่ได้ยินมา เลยขอไปสำรวจเส้นทางกันก่อนว่าลำบากขนาดไหน มี 7 Eleven ให้แวะมั๊ย.. พวกเพื่อน ๆ เตรียมจักรยานมาปั่นด้วย แต่ฮั้วลืมก็เลยกลายเป็นรถเซอร์วิสคอยแหวกการจราจรให้ ก่อนไปก็ถ่ายรูปเส้นทางว่าต้องไปเส้นไหนบ้าง

Service Team – ภาพจากพี่เหมียว

สำรวจเส้นทาง

พอออกจากจุดลงทะเบียนต้องตรงไปเลี้ยวซ้าย พวกเราก็ขับตามทางไปเรื่อย ๆ แต่สุดถนนเส้นนั้นเป็นทางตัน ก็เอะใจว่ามากันผิดทางเหรอ ทั้ง ๆ ที่ก็เช็คทั้งตัวแผนที่และ google map ก็ต้องมาทางนี้นี่นา มันไม่มีเส้นอื่นอีกแล้ว พอไปถามชาวบ้านว่าจะไปที่วัดเขาเต่าตามรูปนี้จะต้องไปยังไง ชาวบ้านก็บอกว่าต้องออกเส้นเพชรเกษมอย่างเดียว .. แต่เอ๊ะ แผนที่ที่ผู้จัดบอกมันไม่ใช่เส้นเพชรเกษมนี่นา แต่ก็ตัดสินใจออกไปเส้นเพชรเกษม ช่วงนี้น่าหวาดเสียวมาก เพราะรถเยอะและขับกันเร็วมาก .. รถเซอร์วิสขับได้แค่ 20 ก.ม.ต่อช.ม. เพราะต้องคอยมองเหล่าจักรยานที่ตามหลังมา ไม่อยากทิ้งห่างมาก จนในที่สุดก็เจอถนนที่ต้องเลี้ยวเข้าวัดเขาเต่า

Course Map

จากวัดเขาเต่าเราต้องวิ่งผ่านช่วงอ่างเก็บน้ำ แต่ก็เลี้ยวกันผิดอีก สุดท้ายก็เลยตัดสินใจว่าไม่ไปต่อละ ฮั้วขับรถกลับไปรอที่สวนสนฯ แต่เพื่อน ๆ จะพยายามหาทางที่ตัดมาจากสวนสนให้เจอ

เมื่อกลับมาที่งานสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าพยายามหาเส้นทางวิ่งไปวัดเขาเต่าแต่หาไม่เจอ ตกลงต้องไปทางไหน เจ้าหน้าที่เลยเฉลยมาว่า “อ๋อ วิ่งไปทางชายหาดค่ะ” .. อะไรนะคะ วิ่งบนทราย!!! พอสังเกตทางกลับก็เป็นเส้นตรงอีก แสดงว่าก็กลับทางชายหาดใช่ไหมเนี่ย .. 32 กิโล ปล่อยตัว 5.30 น. (สถิติเวลาซ้อมประมาณ 4 ชั่วโมง) ประมาณการว่าวิ่งเข้าเส้นชัย 9.30 น. กลางแดดร้อน ๆ บนทราย .. ไม่เอาแล้ว ขอลงแค่ฮาล์ฟละกัน

เตรียมพร้อม – ภาพจากพี่เหมียว

วันแข่ง

ตื่นขึ้นมาตีสามครึ่งเตรียมตัวแล้วขับรถมาที่งาน ช่วงตีห้าคนยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ งานนี้ปล่อยตัวนักวิ่งระยะ 32 และ 21 กิโลพร้อมกัน นักวิ่ง 10 กิโล ปล่อยตัว 6 โมง.. เจ้าหน้าที่ประกาศตลอดว่าปล่อยตัวตีห้าครึ่ง ทางยังมืดให้นักวิ่งมองทางและระมัดระวังด้วย .. เอ่อ ทำไมมันต้องทรหดขนาดนั้น

ตอนนั้นมัวแต่ตื่นเต้นกับงานที่คนค่อนข้างน้อย คาดคะเนด้วยสายตาแล้วไม่น่าจะเกิน 200 คน เจออเล็กซ์กับพี่จินที่จะมาประเดิมวิ่ง 32 กิโลครั้งแรก เลยอวยพรให้ทั้งคู่โชคดี พอปล่อยตัวฮั้วก็วิ่งตามนักวิ่งคนอื่น ๆ ไป เกาะกลุ่มไปกับพี่แพท พี่เหมียว และหมิง ถึงแม้จะวิ่งกันคนละระยะแต่ ณ จุดนี้ทุกคนวิ่งไปอย่างช้า ๆ ระยะ 32 กิโลเมตร ไม่ใช่ระยะที่ควรประมาท และถึงแม้ฮั้วจะวิ่ง 21 กิโลเมตร แต่เมื่อไม่ได้ซ้อมมาก็ไม่ควรประมาทเช่นกัน

พอพ้นกิโลเมตรแรกก็เริ่มเลี้ยวเข้าชายหาด นักวิ่งทุกคนต้องวิ่งบนหาดจริง ๆ ฮั้วได้ยินนักวิ่งคนอื่น ๆ ตะโกนบอกว่าวิ่งระวัง ๆ กันหน่อย ให้ระวังทรายเข้ารองเท้าด้วย .. การวิ่งช่วงนี้ฮั้วไม่ได้ใส่หูฟัง อยากรับอรรถรสทั้งทางภาพและเสียง งานที่ไหนจะจัดให้วิ่งริมทะเลใกล้ขนาดนี้คงไม่มีอีกแล้ว ท้องฟ้าที่เริ่มมีแสงไร ๆ เสียงคลื่นกระทบฝั่งนั้นฟังแล้วสบายอารมณ์ ไหนจะลมทะเลพัดมาเย็น ๆ แสนจะชื่นใจ .. พวกเราแวะถ่ายรูปริมทะเลเก็บบรรยากาศกันนิดหน่อยแล้วก็วิ่งต่อไป ช่วงที่วิ่งบนหาดก็พยายามจะหาทรายที่เปียก ๆ พื้นแข็ง ๆ ซึ่งจะช่วยให้ไม่วิ่งลำบากมากเกินไปนัก

วิวสวย ๆ 

วิ่งไปซักสองกิโลเมตรก็ตัดผ่านวัดเขาเต่า ต้องผ่านโขดหินก้อนเล็กก้อนใหญ่ ทั้งลื่น ทั้งลำบาก แต่ช่วงแรก ๆ แบบนี้แรงยังมีจึงผ่านไปไม่ยากเท่าไหร่ แล้วก็เริ่มวิ่งผ่านอ่างเก็บน้ำที่ผ่านมาเมื่อวาน สองข้างทางของการวิ่งเรียกว่าสวยเลยล่ะ ธรรมชาติมาก ๆ ต้นไม้ครึ้ม ไม่ค่อยร้อนมากเท่าไหร่ แต่ก็มีบ้างบางช่วงที่ไม่มีต้นไม้ วันนี้เลยวิ่งสบาย ๆ ดูวิวไปเรื่อย ๆ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เหนื่อยนะ รู้สึกเหนื่อยมาก อาจจะเพราะไม่ได้วิ่งไกลมานาน แต่อย่างน้อยก็มีคนลาก วิ่งตามหมิงกับพี่แพทไปเรื่อย ๆ ส่วนพี่เหมียวนั้นเค้าเป็นสไตล์วิ่งช้าอยู่แล้วเลยวิ่งอยู่ด้านหลัง ๆ หน่อย เส้นทางวิ่งนอกจากจะสวยแล้ว ก็ยังเป็นเขาจริง ๆ (แต่ไม่ได้ชันเหมือนกิโลสุดท้ายของเขาหินเหล็กไฟ หรือเป็นคลื่นลูกแล้วลูกเล่าอย่างภูเก็ต) แต่ก็ไม่ได้เป็นทางราบอีกเช่นกัน จะมีบางช่วงที่หัวใจเต้นแรงเพื่อออกแรงต้นขาวิ่งให้ถึงยอด .. เส้นทางนี้เป็นเส้นทางวิ่งตัดผ่านสวนสัปปะรด รถก็ไม่ค่อยมี อากาศที่สูดเข้าไป (ถึงแม้จะเหนื่อย) แต่ก็ชื่นใจที่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์

โดยเฉลี่ยแล้วจะมีน้ำให้ทุก 2 – 3 กิโลเมตร ไม่ได้ถือว่าขาดน้ำแต่อย่างใด แต่เพื่อความไม่ประมาทฮั้วก็หยุดกินทุกจุดที่เค้าจัดน้ำให้และหยุดเดินด้วย ถือเป็นการพักขา

วิ่งตามเพื่อน ๆ มาเรื่อย ๆ จนถึงซักสิบกิโลเมตรนิด ๆ เป็นจุดกลับตัวของระยะฮาล์ฟ แต่ไม่มีป้ายตั้งบอกแต่อย่างใด ตรงนั้นเป็นจุดน้ำ ฮั้วกินน้ำเสร็จก็วิ่งตามหมิงต่อไป แต่น้องที่คุมจุดให้น้ำก็ชี้มือชี้ไม้บอกว่าให้กลับตัว แล้วก็ให้หนังยางรัดผมเป็นสัญลักษณ์ของการเช็คอินครึ่งทาง (ถ้าพี่วิ่งเร็วกว่านี้ น้องจะวิ่งตามมาบอกพี่ไหมคะ เกือบได้วิ่ง 32 กิโลแล้วไหมละ)

พอกลับตัวมาก็เริ่มเหงา ไม่มีเพื่อน ๆ วิ่งด้วยกันละ มีแต่น้องผู้ชายที่ตามอยู่ข้างหลัง (ซึ่งแซงมาได้ช่วงกลับตัว) น้องเค้าดูฟิตอยู่เห็นติดป้ายช่วงอายุ 20 ตอนนี้เลยมีแต่น้องคนนี้วิ่งเป็นเพื่อนตอนขากลับ .. วิ่งสวนกลับมาเจอพี่แพท (32 กิโล) ขานี้ไม่ต้องห่วง พี่เค้าเจ๋งอยู่แล้ว .. เจอพี่จินที่มาวิ่ง 32 ครั้งแรกก็โบกมือให้กำลังใจ พี่เค้ายังดูแข็งแรงดี ไม่ค่อยเหนื่อย ..เจอพี่เหมียว (21 กิโล) เลยบอกว่าอีกนิดเดียวจะกลับตัวแล้ว สู้ ๆ .. และสุดท้ายเจออเล็กซ์ที่มาวิ่ง 32 กิโลเช่นกัน วิ่งช้าแต่ยังดูสภาพดี น่าจะถึงเส้นชัยได้แน่นอน ฮั้วเลยโบกมือยิ้มทักทายให้กำลังใจไป

ขากลับเป็นช่วงวัดใจสำหรับฮั้วจริง ๆ จริงอยู่ที่เส้นทางไม่ค่อยร้อน แต่รู้สึกว่าขาหนักเหมือนวิ่งไม่ได้เร็วเท่าไหร่ เหนื่อยได้ที่เลย ผลน่าจะมาจากการไม่ได้ซ้อมวิ่งยาว (หลังจากภูเก็ตจะวิ่งวันเว้นวัน บางทีสองวันครั้ง และระยะก็สั้น ๆ ประมาณ 3 – 5 กิโล มีได้วิ่ง 10 กิโลหนึ่งครั้ง และวิ่ง 15 กิโลหนึ่งครั้ง แต่ตอนนั้นก็นับว่าเหนื่อยอยู่กว่าจะวิ่งครบระยะ) แถมไม่มีหัวลากอีก .. ช่วงนี้เลยเป็นการวัดใจว่าจะวิ่ง ณ สปีดนี้ไปเรื่อย ๆ หรือว่าจะช้าลงมาดี.. ต้องขอขอบคุณน้องผู้ชายที่วิ่งตามอยู่ข้างหลังที่เป็นแรงผลักดันให้ฮั้วไม่ยอมแพ้กับใจตัวเอง เพราะตัดสินใจว่าวิ่งให้สุด ๆ วิ่งจนกว่าจะไม่ไหวจริง ๆ

งานวิ่งนี้ไม่ค่อยมีป้ายหลักกิโลบอกเท่าไหร่ นาน ๆ จะโผล่มาซักหนึ่งป้าย โชคดีที่มีนาฬิกา Garmin ที่บอกระยะ lap อยู่ ไม่อย่างนั้นน่าจะวิ่งยากกว่านี้ เพราะกะระยะทางและเวลาไม่ถูก วิ่งครั้งนี้กินเจลแค่ครั้งเดียวที่ช่วงระยะ 8-9 กิโลเมตร (เวลา 55 นาที) และไม่ได้กินอีกเลย พอจะครบ 55 นาทีอีกครั้งจำได้ว่าอยู่ประมาณกิโลเมตรที่ 16 เลยตัดสินใจไม่กินเจลซองสุดท้ายที่พกมาด้วย คิดว่าน่าจะพอมีแรงวิ่งถึงเส้นชัยได้

พอเห็นวัดเขาเต่าก็ดีใจเพราะนี่คือจุดสิ้นสุดถนน และจะเหลือก็แค่ชายหาด แถมจุดนี้มีน้ำให้ด้วย (แต่ในใจอยากได้เกลือแร่มาก) และโชคดีที่จุดนี้มีเกลือแร่ M Sport ให้เป็นขวด เลยขอหยุดกินน้ำและหยิบเกลือแร่มาหนึ่งขวด ตอนนั้นคิดว่าอีกแค่ 5 กิโล เวลาประมาณ 7 โมงนิด ๆ แอบลำพองใจเล็ก ๆ ว่าถ้าคงความเร็วนี้ไปเรื่อย ๆ น่าจะจบภายใน 2 ชั่วโมง เฮ้ย!! เวลาดีนะเนี่ย (แต่หารู้ไม่ว่านรกรออยู่ข้างหน้าในระยะแค่สิบกว่าก้าว)

ภาพจากคนเมืองดาบ Forrunners

นรกบนทราย

พอพ้นเขตวัดจะเป็นทางลงโขดหินที่ผ่านมาเมื่อเช้า บันไดชันมาก ลงหนึ่งขั้นก็ปวดเข่าทันที รู้สึกเลยว่าร่างกายกำลังทรมาน ตอนนั้นแอบเสียวว่าเข่าจะเป็นอะไรไหม เพราะระยะไม่ถึง 20 กิโล ก้าวขาลงบันไดจะถึงขั้นปวดเข่าเลยเหรอ .. แถมยังต้องทรงตัวโดยการเดินผ่านโขดหินอีก เกือบลื่นล้มหลายครั้ง ยังดีที่มีน้องผู้ชายอยู่ด้วย (คาดว่าถ้าล้มตรงนั้น น้องเค้าคงจะช่วยฮั้วบ้าง)

ผ่านโขดหินก็เจอกับทราย จำได้ว่าผู้จัดงานประกาศตอนช่วงปล่อยตัวว่า เส้นชัยจะเป็นคนละจุดกับการปล่อยตัว เส้นชัยจะอยู่ที่ชายหาด ฮั้วมองไปจุดไกล ๆ ข้างหน้า “เส้นชัยมันอยู่ไหนวะ!!!” มองไม่เห็นเลย เหลือบมองดูนาฬิกาก็บอกระยะประมาณ 17 กิโล

เวลา 7 โมงกว่า ๆ ทำไมมันร้อนอย่างนี้เนี่ย วิ่งไปบนทรายที่มีแสงสะท้อนเข้าตา มองไปข้างหน้าก็ไม่มีใคร เห็นคนเดินอยู่ไกล ๆ ไม่รู้ว่าเค้ามาวิ่งกับเราหรือเดินเล่นก็ไม่รู้ จุดเส้นชัยก็มองไม่เห็น ร่มไม้ก็ไม่มี โชคดีที่เตรียมตัวมาดี ใส่ปลอกแขน (พอทุเลาการโดดแดดตรง ๆ ได้) และพกแว่นกันแดดมาด้วย อย่างน้อยก็พอกรองแสงสะท้อนได้บ้าง

การวิ่งบนทรายนั้นยากนัก ถึงแม้ว่าพยายามจะหาจุดที่แน่นและเปียกเพื่อจะได้วิ่งสบายขึ้น แต่ทุกก้าวที่วิ่งเหมือนใช้ระยะเวลานานมากขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเวลาวิ่งบนทรายจะมีน้ำหนักตัวกดลงไปทำให้ต้องใช้แรงมากขึ้น หรือเพราะว่าฮั้วเหนื่อยกันแน่ นี่เรากำลังวิ่งอยู่กลางทะเลทรายซาฮาร่าหรือเปล่าเนี่ย มองไม่เห็นปลายทางเลย เห็นแต่หาดขาว ๆ ยาวสุดตา เค้ามีเส้นชัยจริง ๆ ใช่ไหม

วิ่งมาได้หนึ่งกิโลก็เจอจุดให้น้ำจุดสุดท้ายตรงชายหาดนั่นเลย มองน้อง ๆ ที่นั่งประจำจุดแล้วน่าสงสารมาก ร่มก็ไม่มี โดนแดดเต็ม ๆ .. แต่จุดนี้ฮั้ววิ่งผ่าน เพราะคิดว่ายังไหวแถมยังถือเกลือแร่มาหนึ่งขวดไม่อยากหยุด (กลัวก้าวขาไม่ออก) อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น

ระยะสองกิโลกว่า ๆ มันน๊านนาน ยิ่งเสียกำลังใจเมื่อเริ่มเข้าใกล้จุดดำ ๆ ที่เรามองเห็นไกล ๆ มาก่อนหน้า เป็นนักวิ่งงานนี้นี่แหละ (ไม่รู้ลงระยะเท่าไหร่) แต่เค้าเดิน .. ใจก็คิดอยากเดินนะ เหนื่อยแล้ว จะทรมานวิ่งไปทำไมกัน วิ่งไปก็ไม่ได้เร็วกว่าการเดินเท่าไหร่เล๊ย ขาหนัก เหมือนวิ่งอยู่กับที่ จะวิ่งไปทำไมให้เหนื่อย เดินดีกว่ามั๊ย .. แต่อีกใจก็คิดว่า ถ้าเดิน เราก็ยิ่งช้า ยิ่งโดนแดดเผามากขึ้น ถ้าวิ่งแล้วทำให้เร็วขึ้นซักหนึ่งนาทีพ้นสภาพโดนแดดเผานี่ได้ ก็คงต้องสู้ .. แต่นี่มันร้อนจริง ๆ นะเนี่ย!! รีบ ๆ วิ่งให้จบจะได้กินน้ำดีกว่า

ระยะหนึ่งกิโลสุดท้ายถึงจะมองเห็นเส้นชัยและดั๊นไปตั้งอยู่ทรายด้านที่แห้งด้วย .. ยากนะเนี่ย วิ่งทรายเปียกก็ยากอยู่แล้ว ตอนนี้เรียกว่าแทบจะลากขาแล้ว ยังไปตั้งเส้นชัยตรงทรายแห้ง จะทรมานไปถึงไหนกันฮะ!! อารมณ์ตอนนั้นรู้สึกดีใจที่ตัดสินใจลงวิ่ง 21 กิโล ไม่อยากจะนึกสภาพตัวเองถ้าลงวิ่ง 32 กิโล คงต้องคลานเข้าเส้นชัยแน่ ๆ

พนักงานและตากล้องที่เส้นชัยตะโกนบอกอะไรก็ไม่รู้ ไม่ได้ยิน เพราะใส่หูฟังอยู่ (มารู้ทีหลังว่าเค้าตะโกนบอกเส้นทางให้วิ่งเข้าเส้นชัยง่ายขึ้น) พอเห็นกล้อง ก็ขอฉีกยิ้มนิดนึง แต่จริง ๆ คิดในใจขอร้องอย่ามาถ่ายเลย เหนื่อยอะ ไม่อยากยิ้ม.. ที่พื้นมีเวลาตั้งอยู่ ตัวเลขอยู่ที่ 2 ชั่วโมง 11 นาที .. เฮ้ย ทุบสถิติตัวเองได้แล้ว ดีใจจัง!!!

ได้ที่สอง

พอข้ามผ่านซุ้ม เจ้าหน้าที่ก็ยื่นเหรียญและป้ายเบอร์ 2 ให้ .. ว๊าย ๆ ได้ที่สองเหรอเนี่ย จะได้ถ้วยด้วย แต่ตอนนี้สิ่งที่อยากได้มากกว่าถ้วยคือ “น้ำ” ค่ะ น้ำอยู่ไหนคะ (ตรงซุ้มเส้นชัยมีแต่โต๊ะแจกเหรียญ แต่ไม่มีโต๊ะน้ำ ต้องเดินเข้าไปในเขตโรงแรม)

แถมซุ้มน้ำที่แจกไม่มีน้ำเย็น เป็นน้ำขวดจากผู้สนับสนุน ไม่เย็นก็ไม่เย็น กินได้เหมือนกัน.. อาหารก็กำลังปรุงอยู่ แต่โชคดีที่นักวิ่งฮาล์ฟมีกล่องแสน็คให้อีก เลยได้คุกกี้ที่แจกเติมพลังไปก่อน หลังจากนั้นก็ไปลงทะเบียนชื่อเพื่อรอรับถ้วย และรอลุ้นเพื่อน ๆ เข้าเส้นชัย

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เป็นถ้วยรางวัลที่ได้รับมา (อันนั้นเป็นของแถม) แต่เป็นการประเมินสภาพร่างกายตัวเอง ประมาณตัวว่าวิ่งเท่าไหร่ถึงจะไม่เจ็บ ไม่ดันทุรังลง 32 กิโล (ในขณะที่ร่างกายไม่พร้อม) เพราะนี่คือเป้าหมายใหญ่ในชีวิตการวิ่งของตนเอง และการทุบสถิติฮาล์ฟมาราธอนเหลืองเพียง 2 ชั่วโมง 11 นาที เร็วกว่าสถิติเดิม 8 นาที แต่เป็น 8 นาทีที่ภูมิใจว่าฮั้วทำได้

โดยรวมแล้วประทับใจงานนี้พอสมควร อาจจะไม่ใช่ที่ตัวงานน่าประทับใจ แต่ประทับใจที่เส้นทางการวิ่งมากกว่า เป็นเส้นทางที่สวย แปลก และท้าทาย ต้องรอดูว่าครั้งต่อไปจะไปที่ไหนอาจจะตามไปวิ่งอีก นี่ละมั๊งที่เค้าบอกว่ากันว่าถึงแม้น้ำจะขาด ระยะทางจะเกิน นักวิ่งบ่นกันทุกปี แต่ทีมนี้จัดเมื่อไหร่คนก็ยังจะตามไปวิ่ง.. หรือเราหลงเสน่ห์ผู้จัดงานนี้เข้าอย่างจัง ^_^

สถิติการวิ่ง – pace คงที่ดี

สรุปงาน

  • เส้นทางสวยเป็นธรรมชาติ แต่ก็โหดใช้ได้เลย ส่วนตัวชอบนะ รู้สึกท้าทาย (ถึงแม้จะวิ่งไปบ่นไป) ระยะไม่ได้เกินอย่างที่ใคร ๆ เข้าขู่กัน เรียกว่าพอดี ๆ ไม่ขาดมาก และไม่เกินมาก
  • น้ำมีให้ทุก 2 – 3 กิโล ช่วงที่วิ่งน้ำไม่หมดมีให้เหลือเฟือ แต่มีบางจุด น้ำบางแก้วดูขุ่นไปหน่อย อาจจะมาจากน้ำแข็งไม่ค่อยสะอาด
  • เกลือแร่มีให้จุดเดียว (สำหรับการวิ่งฮาล์ฟ) คิดว่าน้อยเกินไป
  • ระหว่างทางไม่มีห้องน้ำให้เลย
  • ป้ายบอกทาง (เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา) และเจ้าหน้าที่ประจำจุดเพียงพอ บางจุดก็น่ากลัวเพราะมีหลายแยก คนวิ่งน้อย ไม่สามารถเกาะกลุ่มได้ ถ้าไม่มีป้ายหรือเจ้าหน้าที่ยืนบอกทาง รับรองว่าต้องมีเลี้ยวผิด
  • ป้ายบอกกิโลเมตรมีน้อยมาก ไม่สามารถใช้ดูเพื่อกะระยะได้เลย ต้องพึ่งนาฬิกาอย่างเดียว
  • เจ้าหน้าที่และการซัพพอร์ทค่อนข้างดี .. เจ้าหน้าที่ประจำจุดลงทะเบียนใจเย็น ให้ข้อมูลเยอะดี แต่ไม่มีใครรู้เรื่องเส้นทางเลย แต่โดยรวมถือว่าให้ความช่วยเหลือดี ค่อนข้างเป็นมิตร
  • อาหารและน้ำดื่มหลังเข้าเส้นชัยไม่เพียงพอ โต๊ะถังน้ำเย็นก็เปิดฝาออก ยิ่งทำให้เห็นว่าน้ำสกปรก อาหารไม่พอ (และไม่ได้กินด้วย) .. เพราะสุดท้ายก็รอไม่ไหว ไปสั่งอาหารและน้ำดื่มเย็น ๆ จากโรงแรมแทน
  • ถ้วยรางวัลมีให้เยอะมาก ของนักวิ่งชายยิ่งซอยช่วงอายุเยอะ เช่น 30 – 33 / 34 – 36 เรียกว่าถ้าวิ่งดี ๆ ได้ถ้วยกลับบ้านแน่นอน
  • เหรียญและถ้วยสวยดี .. เหมือนรับรางวัลเมขลา
  • ได้เจอผู้จัดหลังจบงานมาสอบถามความเห็นของนักวิ่งเพื่อการพัฒนาต่อไป เลยเห็นว่าผู้จัดเค้าตั้งใจจริงอยากให้งานออกมาดี น่ารักจริง ๆ
อันดับที่ 2 ของรุ่นอายุ 30 – 39