Race Report,  Running

รีวิว Khao Yai Half Marathon 2013

3 มีนาคม 2556

งานนี้จัดโดย Unique Running ซึ่งมี concept จัดวิ่งเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์ดูแลรักษาพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีการจัดงานวิ่งที่ระยะ 5 กม., มินิมาราธอน 10 กม. และ ฮาล์ฟมาราธอน 21 กม. และงานนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฮั้วลงวิ่งฮาล์ฟมาราธอนอีกด้วย

กลุ่มเราไปรับ BIB และเสื้อก่อนวันวิ่งหนึ่งวัน เป็นจังหวะที่ฝนตกพอดี เห็นบูธลงทะเบียน Green Runner (นักวิ่งที่ใช้แก้วน้ำวิ่งแก้วเดียว) แต่ไม่มีเจ้าหน้าทีประจำบูธ ก็เลยรับเสื้อแล้วก็กลับ ภาวนาในใจว่าวันจริง ฝนอย่าตกนะ.. ตอนเย็นก็เติม Carb เตรียมพร้อมร่างกาย

 

ป.ล. เตรียม power gel มา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กิน เพราะไม่เคยลองมาก่อน กลัวจะไม่เข้ากับร่างกาย สุดท้ายเลยใช้เจลลี่ที่เตรียมมา กินระหว่างทางหลังจากกิโลเมตรที่ 10

เช้าวันอาทิตย์ ตื่นตีสาม ..ไม่แน่ใจว่าได้นอนหรือเปล่า รู้สึกจะหลับ ๆ ตื่น ๆ ฝันอยู่ตลอดเวลา คาดว่าคงตื่นเต้น และกลัวตื่นไม่ทัน ลุกขึ้นมาอาบน้ำ เตรียมตัว กินขนมปัง pita ไปหนึ่งก้อนครึ่ง เตรียมใจให้พร้อมกับการวิ่งฮาล์ฟ (แอบคิดในใจว่า เปลี่ยนทันไหมเนี่ย.. จะไหวไหมเนี่ย .. ไม่ได้วิ่งยาวเลยในรอบ 3 เดือน เฉลี่ยอยู่ 5 – 8 กิโล ได้ลองวิ่งยาวครั้งเดียวก่อนมาที่นี่ ยังเมื่อยสะโพกนิด ๆ จากการลองวิ่งยาวด้วย)

ไปถึงหน้างาน ก็เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย (กว่าจะได้เริ่มงานจริง ก็เข้าไปซะ 2 รอบ .. คงตื่นเต้นจัด) ได้เจอเพื่อน ๆ นักวิ่งหลาย ๆ คน เป็นงานที่คึกคักมาก แต่งแฟนซีกันมาเข้ากับธีมงาน รอบนี้ลากน้องชายมาวิ่งฮาล์ฟด้วย (ซึ่งก็เป็นฮาล์ฟแรกเหมือนกัน) อย่างน้อยก็มีเพื่อนวิ่ง (หรือเดิน) ด้วยกัน ..

ก่อนปล่อยตัว ทางงานได้จัดให้มีการปฏิญาณตนต่อเจ้าพ่อเขาใหญ่ในเรื่องการดูแลรักษาป่าเขา ไม่ขับรถเร็ว ไม่ทิ้งขยะ ไม่ส่งเสียงดัง จะรักษาป่าและธรรมชาติ ..และปล่อยตัวที่เวลา 5.45 น. ซึ่งฮั้วขอติดกลุ่มไปกับเพื่อนนักวิ่งที่มีประสบการณ์อย่างโชกโชน กับ @DayinGib และ @PenSuwannarat


แผนที่จากเว็บ Unique Running

กิโลเมตรแรกรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย เพราะต้องวิ่งตาม pace ของกลุ่ม (ตั้งแต่วิ่งมา มักจะวิ่งคนเดียว ด้วย pace ตัวเอง ไม่เคยซ้อมวิ่งกลุ่ม) คิดในใจว่า “ไหวไหมเนี่ย หรือควรแยกตัว เพราะวิ่งอย่างนี้ ต้องหมดแรงแน่ ๆ” .. ซึ่งจริง ๆ แล้ว เพื่อน ๆ ไม่ได้วิ่งเร็วแต่อย่างใด แต่คิดว่าฮั้วเองที่ยังไม่ชิน .. สุดท้ายก็ตัดสินใจวิ่งตามไปเรื่อย ๆ และถ้าไม่ไหวก็คงจะเดิน..

พอเข้ากิโลเมตรที่สอง เครื่องเริ่มติด เริ่มวิ่งได้เรื่อย ๆ โดยไม่ค่อยเหนื่อยนัก ทำเวลาได้ตาม pace ของตัวเอง  ในใจนึกคำครูสถาวรณ์ SathavornRunningClub ที่เคยสอน (ตอนโครงการวิ่งสู่ชีวิตใหม่) “มองไปข้างหน้า วิ่งตัวตรง เอนไปข้างหน้าเล็กน้อย ใช้ momentum เป็นตัวช่วย แขนอยู่ข้างลำตัว ใช้การแกว่งแขนช่วยส่งขา” และพยายามดูความรู้สึกตัวเอง ..

กิโลเมตรที่ 5 เริ่มหลุดกลุ่ม เพราะเพื่อน ๆ แวะกินน้ำ แต่วันนี้อากาศดี ไม่ร้อน ไม่มีแดด เลยผ่านจุดกินน้ำไปแบบไม่แวะ .. ส่วนน้องชายสปีดตามมาประกบทีหลัง

กิโลเมตรที่ 7 เป็นต้นไป รู้สึกเริ่มปีนเนินขึ้นเรื่อย ๆ แต่ฮั้วสามารถวิ่งขึ้นเนินได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่.. ในใจก็คิดว่า “การเล่นขาเยอะ ๆ ในยิม ทั้ง Squat และ Lunge มาช่วยงานนี้ได้จริง ๆ ความเร็วไม่ตกลงมากเท่าไหร่ และไม่ค่อยเมื่อยขาด้วย.. กลับไปต้องเล่นเพิ่มอีก” ระหว่างนี้ก็เริ่มเห็นนักวิ่งกลุ่มหน้า วิ่งสวนผ่านไป (โอ้.. เค้าเริ่มเข้าช่วงกิโลเมตรที่ 14 กันแล้ว)

ในช่วง 10 กิโลเมตรก็วิ่งตามสปีดปกติเวลาวิ่งมินิ .. ยังคิดว่าเร็วไปนิดหน่อยสำหรับการวิ่งฮาล์ฟ กลัวหมดแรงช่วงหลัง แต่เป็นสปีดที่วิ่งคู่มากับน้อง.. ถ้าเค้าสปีดนี้ เราก็ต้องตามให้ทัน .. ฮั้วแวะกินน้ำจุดแรกที่กิโลเมตรที่ 7.5

พอเข้าช่วงกลับตัว น่าจะซักกิโลเมตรที่ 10.5 เป็นช่วงขึ้นเนินสุดพอดี หลังจากนั้นจะเป็นการลงเนิน .. ก็เริ่มนึกถึงคำหนังสือวิ่งที่เคยอ่าน เค้าบอกว่าให้ทำเวลาช่วงลงเนิน เพราะเป็นแรงส่งโดยธรรมชาติ .. ฮั้วก็เลยเริ่มปล่อย ขาก็สับเร็วขึ้นตามธรรมชาติ ตัวให้เอนไปข้างหน้าเล็กน้อย แต่ก็พยายามระวังเข่า เพราะกลัวเจ็บ ..

แต่ผลจากการไม่ยั้งความเร็ว ทำให้สปีดเร็วขึ้นเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้ ช่วงลำตัวด้านขวาเริ่มเสียด (จะเกิดประจำเวลาที่วิ่งเร็วเกินกว่ากำหนด) .. ในที่สุดก็ต้องชะลอความเร็ว ไม่งั้นคงต้องหยุดเดินแน่ ๆ ..

ระหว่างนี้เพื่อน ๆ ก็เริ่มแซงหน้ากลับไป .. ส่วนฮั้วก็พยายามยืดตัวตรง ลดความเร็ว พยายามทำให้อาการเสียดหายไป .. พอเข้ากิโลเมตรที่ 12 เริ่มมองหาโต๊ะน้ำ เพราะอยากหยุดเดินซักนิด เริ่มเสียดแบบไม่ไหวละ ช่วงนี้เห็นนักวิ่งกลุ่มหน้า ๆ เริ่มชะลอความเร็ว แต่ฮั้วยังไม่อยากหยุดเดิน ก็ค่อย ๆ ประคองมาเรื่อย ๆ .. ตอนเห็นโต๊ะน้ำ เหมือนเห็นสวรรค์เลยทีเดียว

หลังจากเดินกินน้ำ อาการเสียดก็ดีขึ้น แต่ ๆ ๆ ๆ .. เนินขาลงอีกแล้ว คราวนี้ก็พยายามไม่ค่อยสปีด ค่อย ๆ ประคอง pace ตัวเอง ..สุดท้ายผ่านอาการนั้นไปได้อย่างปลอดภัย .. แต่ก็ใช่ว่าอุปสรรคในการวิ่งจะหมดลง

เริ่มเข้ากิโลเมตรที่ 15 ซึ่งเป็นช่วงวัดใจ จะเดิน หรือจะไปต่อ .. น้องชายเริ่มมีอาการเจ็บเข่า ซึ่งเป็นอาการเจ็บเดิม ซึ่งอาจจะรวมถึงไม่ฟิตพอด้วย เริ่มหมดแรง สปีดเริ่มช้าลง .. ในขณะที่ฮั้วคิดว่าฮั้วยังไปต่อได้ แต่ก็ตัดสินใจวิ่งให้ช้าลง ช่วยประคองน้องไปเรื่อย ๆ .. ปกติเป็นคนวิ่งคนเดียว ไม่ได้พูดกับใคร ฟังเพลงไปเรื่อย ๆ .. ก็ต้องเปลี่ยนเป็นพูดเยอะมาก ๆ ๆ โม้ไปเรื่อย ๆ พยายามลากน้องชายให้วิ่งไปด้วยกัน ช้าได้แต่ห้ามหยุด

เค้าแวะกินน้ำ ฮั้วก็พยายามวิ่งต่อเพื่อให้เค้าวิ่งตามมา ในใจก็เริ่มคิดว่า “โห วิ่ง 21 กิโล เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย .. วิ่งมินิก็ดีอยู่แล้ว วิ่งแป๊บเดียวเสร็จ ..มาวิ่งฮาล์ฟทำไมเนี่ย.. แล้วต่อไปจะวิ่งมาราธอนอีก จะไหวไหมเนี่ย ..” แต่เท้าที่ก้าวไปเรื่อย ๆ ก็ยังไม่ยอมหยุด ถ้าเราหยุด น้องก็จะหยุด.. เพราะฉะนั้น ห้ามหยุด!

ประคองกันมาเรื่อย ๆ จนช่วงกิโลเมตรที่ 19 ที่ฮั้ววิ่งตามสปีดเพลง หันมาอีกที ทิ้งน้องห่างมาละ เพราะเค้าเริ่มเดินยาว .. เลยตัดสินวิ่งคนเดียว ตาม pace ตัวเอง แต่ก็เป็นช่วงที่ท้าทายที่สุด เพราะต้องเริ่มสู้กับใจตัวเอง .. ทั้ง ๆ ที่ก็ใกล้จะเส้นชัย แต่ใจด้านมารก็พยายามจะให้หยุด โดยส่งสัญญาณมาเป็นการเจ็บนิ้วเท้า (นิ้วเดียวกับที่เป็นเล็บดำมาก่อน) .. วิ่งไปก็เจ็บไป มาเป็นอะไรตอนนี้เนี่ย อีกแค่สองกิโลเอง .. แถมอาการปวดหลังที่เริ่มปวดมาตั้งแต่กิโลเมตรที่ 8 ก็มาช่วยสนับสนุน ..

ใจด้านดีก็พยายามช่วยประคอง .. วิ่งอีกนิด จบแล้วค่อยหยุดดูว่าเลือดมันห้อขนาดไหน หรือเลือดจะไหลเนี่ยนิ้วเริ่มชาแล้วนะ .. สุดท้ายต้องขอขอบคุณ Avril Lavigne กับเพลง The Best Damn Thing และ Girlfriend ที่มีบีทมัน ๆ ช่วยเข็นจังหวะขาให้วิ่งมาจนเข้าเส้นชัย

 
 
จบฮาล์ฟมาราธอนแรก (ตามเวลาที่นาฬิกากลาง 2 ชั่วโมง 19 นาที) .. เหนื่อย ท้าทายดี .. ตอนวิ่งคิดไว้ว่าจะไม่วิ่งแล้วฮาล์ฟมาราธอน.. พอวิ่งเสร็จ.. เอาเว้ย ระยะนี้สนุกดี มันกว่าวิ่งมินิอีก คราวหน้าเอาอีก !!
ครั้งนี้ทำให้เข้าใจว่า การวิ่งเป็นกลุ่มเป็น factor ที่ช่วยได้อย่างมาก เพราะบางจังหวะถ้าไม่มีเพื่อน หรือน้องชายวิ่งด้วย เราก็คงตามใจตัวเอง หยุดเดิน หรืออาจจะล้มเลิกไปเลย .. ต้องขอขอบคุณ @DayinGib , @PenSuwannarat และ น้องชาย ที่ช่วยทำให้การวิ่งครั้งนี้สำเร็จ และได้เวลาต่ำกว่าที่ประมาณไว้

ในส่วนงานครั้งนี้ของ Unique Running ถือว่าจัดได้ดี ขอปรบมือดัง ๆ ให้กับ :
  • มีป้ายบอกกิโลเมตรทุกระยะ สำคัญมาก ๆ
  • มีน้ำทุก 2.5 กิโลเมตร แต่มีน้ำเกลือแร่กิโลเมตรที่ 7.5 (วกย้อกลับมาเป็นช่วง 12.5) และน้ำไม่ขาดแคลน
  • เสื้อยืดสวย เหรียญสวย สามารถใส่ไปเที่ยวได้เลย
  • บรรยากาศงานสนุกสนาน มีกิจกรรมเยอะ คนเข้าร่วมก็แต่งแฟนซีกันมา พิธีกรมีถึง 3 ภาษา (ไทย อังกฤษ และญี่ปุ่น)
  • เจ้าหน้าที่ทาง unique running และเจ้าหน้าที่จากโคราช (ตำรวจและ volunteer) ค่อนข้างเยอะ ถึงแม้ไม่ถึงขนาดปิดถนน วิ่งไปก็ต้องระวังรถไป แต่เค้าก็ช่วยสะกัดการจราจรได้ดี
  • อาหารถือว่าค่อนข้างดี มีข้าวต้ม หมี่ผัด กล้วย แตงโมให้ค่อนข้างเยอะ วิ่งเสร็จอาหารก็ยังไม่หมด .. แต่ข้องใจว่าทำไมบูธไอศครีมถึงเป็นการขาย ไม่ใช่ให้ฟรี ถ้าจะขายควรแยกไปอีกโซนนึงไหม ไม่ใช่อยู่ติดกับของฟรี
  • วันที่วิ่ง โชคดีที่อากาศดี ไม่ร้อน เมฆครึ้ม เลยวิ่งได้สบาย ๆ (แต่อันนี้ไม่เกี่ยวกับผู้จัด)

ส่วนที่ไม่ประทับใจจากตัวงานและผู้จัด และอยากให้พิจารณาปรับปรุง :
  • ห้องน้ำน้อย – มีแค่ห้องน้ำ 4 ห้องของอุทยาน และรถสุขาเคลื่อนที่ 1 คัน เทียบกับจำนวนคนแล้วไม่เพียงพอ ข้อแนะนำ อยากให้มีห้องน้ำระหว่างทางด้วยเพราะของแบบนี้มันอั้นเพื่อมาเข้าที่เส้นชัยไม่ได้
  • เหรียญไม่พอ – อันนี้เป็นเรื่องที่ขัดใจมากกับงานที่จัดในประเทศ นักวิ่งทุกคนอยากได้เหรียญเลยหลังจากวิ่งเสร็จ อันนี้สำคัญมาก!! แต่งานนี้ (อาจจะ) คนเยอะเกินกว่าประมาณไว้ เลยทำให้เหรียญไม่เพียงพอ (ป.ล. เว็บไซท์ของ unique running ก็ไม่ได้ระบุว่า “รับสมัครหน้างาน”) ข้อแนะนำ อยากให้ระบบการลงทะเบียนวิ่ง (ที่เมืองไทย) เป็นแบบปิดล่วงหน้า ไม่มีการสมัครหน้างาน ใครจะวิ่งวันไหนเค้าก็ควรจะวางแผนและติดตามข่าวสารกันอยู่แล้ว ยิ่งปล่อยให้สมัครหน้างาน ระบบก็ยิ่งรวน ทั้งในส่วนไม่สามารถประมาณคนมางาน คนติดตาม อาหาร เหรียญ เสื้อ ป้าย BIB จำนวนคนที่มาช่วย ห้องน้ำ ควรจะจัดงานให้มีคุณค่าให้คนรอคอยอยากไปวิ่ง จะดีกว่าให้นักวิ่งรู้สึกว่า “เอ้อ..ดูก่อนละกัน ถ้าวันนั้นว่างค่อยไปสมัครหน้างานเอา”
  • Green Running – เข้าใจว่าเพิ่งตัดสินใจเรื่องนี้ทีหลัง แต่ทาง facebook ประชาสัมพันธุ์ช้ามาก ลงว่าจะเป็น Green Running วันที่ 28 ก.พ. 2556 (เอ่อ.. แต่วิ่ง 3 มีนา ไม่ใช่เหรอ) .. ทำให้ topic นี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แก้วน้ำวิ่งกันเกลื่อนกลาด .. มีนักวิ่งอาจจะไม่ถึง 100 (กะด้วยสายตา) ที่นำแก้วน้ำมาเอง ..ส่วนบูธ Green Running ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ และไม่มีใครรู้ว่าบูธมีไว้ลงทะเบียนเพื่ออะไร จะได้ BIB ต่างหากเหมือนงานจอมบึงไหม? อันนี้ยังคงเป็นปริศนาต่อไป ข้อแนะนำ เข้าใจว่าอาจจะตัดสินใจกระชั้นชิด แต่จัดครั้งหน้าอยากให้ทำจริงจังกว่านี้ อาจจะมีการเพิ่ม gimmick เล็กน้อยให้นักวิ่งอยากเป็น Green Runner และภูมิใจที่เป็น เพิ่มเติม ได้รับการยืนยันมาว่าบูธนี้ไม่ได้รับผิดชอบโดยเจ้าหน้าที่ของ Unique Running 
  • ไม่มีชิพ – อยากให้มีชิพกับทุกระยะ นักวิ่งที่ยืนอยู่ด้านหลัง ๆ จะได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว NET time การวิ่งของตัวเองเป็นเท่าไหร่
  • Course – คอร์สของระยะฮาล์ฟน่าเบื่อมาก เป็นการวิ่งไป-กลับบนเส้นทางเดียวกัน ระหว่างทางเห็นแต่บ้านคน และรีสอร์ท ไม่ค่อยได้เห็นธรรมชาติและป่าเขาให้สมกับเป็นงาน “เขาใหญ่ฮาล์ฟมาราธอน” (ป.ล. ตอนแรกนึกว่าจะได้เห็นต้นไม้เยอะ ๆ วิ่งผ่านถนนที่มีต้นไม้เต็มไปหมด)
  • การกั้นคนและรถ – อยากให้อย่างน้อยช่วง 500 เมตรสุดท้ายมีกรวยกั้นคนและรถ เพราะช่วงวิ่งมาระยะสุดท้าย ต้องผ่านทั้งคนที่วิ่งเสร็จแล้วและรถที่กำลังกลับที่พัก มันไม่ปลอดภัยเอาซะเลย
โดยรวมถือว่างานดี .. ถ้าถามว่า unique running จัดครั้งหน้าจะไปอีกไหม คิดว่าคงไปอีก