Journal

การวัดร่างกาย Body Composition Analyzer

เค้าว่ากันว่าตัวเลขน้ำหนักไม่สามารถบอกได้ว่าเราอ้วนหรือไม่ เพราะกล้ามเนื้อมีมวลหนาแน่นกว่าไขมัน (ไม่ใช่หนักกว่าไขมัน) .. เรื่องนี้ต้องคุยกันอีกครั้ง เพราะคนมักจะพูดว่ากล้ามเนื้อหนักกว่าไขมัน ซึ่งไม่จริงเลย

อยากจะแนะนำว่าถ้าที่บ้านใครมีตาชั่งแบบสามารถวัดมวลไขมันและกล้ามเนื้อได้ ให้ลองเก็บสถิติไว้ดู จะเห็นว่าส่วนมากแล้วหลังจากเริ่มออกกำลังกาย น้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลง หรือจะลดลงช่วงแรก ๆ หลังจากนั้นมักจะคงที่ แต่เราจะรู้สึกได้ว่าสัดส่วนเราเล็กขึ้น กางเกงหลวมขึ้น ทั้ง ๆ ที่เลขตาชั่งไม่ได้เปลี่ยนแต่อย่างใด นั่นก็เพราะว่าเราเพิ่มกล้ามเนื้อมาทดแทนไขมันนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ถ้าที่บ้านใครมีตาชั่งแบบสามารถวัดได้ ก็ให้จดสถิติเอาไว้ หรือถ้าฟิตเนสไหนมีเครื่องวัด (ส่วนมากจะมี ลองไปขอพนักงานดู) แล้ววัดระยะ (เหมือนเช็คไมล์) ทุก ๆ เดือน หรือสามเดือน จะเห็นว่าร่างกายเราเปลี่ยนแปลงไปจริง ๆ
จริง ๆ แล้วฮั้วมีของเก่าที่วัดอยู่แต่ไม่ได้ขอมา พอจะเห็นบ้างว่าไขมันมันลดลงไปเยอะ.. ก็เอาเป็นว่ามาลองเก็บเองตั้งแต่วันนี้เลยละกัน
ณ 9 กุมภาพันธ์ 2556
 
ข้อมูลหลัก ๆ ที่ควรจะเข้าใจ หลังจากได้ผลการวัดออกมาแล้ว :
  • Fat % : อัตราของไขมันที่มีในร่างกาย ปกติแล้วยิ่งมีน้อยยิ่งดี แต่ ๆ ๆ ผู้หญิงเราควรจะมีไขมันติดตัวไว้บ้าง เพราะว่ากระบวนการทำงานของร่างกายต้องการไขมันนั้นเช่นกัน ดังนั้นตามการวิจัยว่ากันว่า %ไขมันที่ควรมีจะเป็นตามตารางนี้ อย่างของฮั้ว % fat อยู่ที่ 24.9 ซึ่งอยู่ในเกณณ์ปกติสำหรับคนอายุ 35 ปี


  • Fat Mass : มวลไขมันคิดเป็นกิโลกรัมจากน้ำหนักตัวทั้งหมด
  • FFM (Fat Free Mass) : มวลน้ำหนักตัวโดยไม่รวมไขมัน ซึ่งจะเป็นกล้ามเนื้อ น้ำ กระดูก และอื่น ๆ
  • Muscle Mass : มวลกล้ามเนื้อคิดเป็นหน่วยกิโลกรัมจากน้ำหนักตัวทั้งหมด
  • TBW (Total Body Water) : ระดับ hydration ในร่างกาย
  • TBW % : คิดเป็นอัตราส่วนโดยใช้สูตร (TBW / Weight) * 100 ของฮั้วอยู่ที่ 52.1% ซึ่งนับว่าปกติ (ระดับปกติควรจะอยู่ที่ 45 – 60% ของน้ำหนักตัวทั้งหมดสำหรับผู้หญิง และ 50 – 65% สำหรับผู้ชาย) 
  • Bone Mass : มวลกระดูก 
  • BMR (Basal Metabolic Rate) : ปริมาณพลังงานที่ร่างกายเผาผลาญระหว่างพัก เช่น นั่งเฉย ๆ หรือนอนหลับ ร่างกายยังต้องใช้พลังงานเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าถึงแม้ฮั้วจะนั่งเฉย ๆ ทั้งวัน ร่างกายก็ยังเผาผลาญถึง 1,278 กิโลแคลอรี่เชียว .. ตัวเลขนี้จะใช้บ่งบอกว่าเราควรกินอาหารที่ปริมาณแคลอรี่เท่าไหร่ต่อวันถึงจะเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
โดยปกติแล้วกิจกรรมในแต่ละวันจะใช้พลังงานประมาณ 15% ของ BMR นี่คือพลังงานที่เราควรกินเข้าไปเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ถ้าเรากินพอดีโดยไม่ออกกำลังกายเพิ่ม เราก็จะรักษาน้ำหนักตัวแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
 
แต่ถ้าเราออกกำลังกายเพิ่ม เราก็ควรกินเพิ่มประมาณ 500 kcal ต่อวัน ซึ่งจะส่งผลให้เราลดน้ำหนักประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ แต่เราก็ไม่ควรกินน้อยกว่าเกิน เพราะร่างกายจะไปดึงเอามวลกล้ามเนื้อและน้ำมาใช้แทน
 
ค่า BMR
  • Metabolic Age : เกณฑ์วัดว่าร่างกายของเราอายุเท่าไหร่จากผลที่บอกมา .. ร่างกายฮั้วอายุ 24 เอง ยังสาวมาก.. อิอิ
  • Visceral Fat Rating : ค่าไขมันในช่วงช่องท้อง (Abdominal Cavity) ซึ่งถ้าเรามีไขมันตรงนี้เยอะ จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน .. ค่าไขมันตรงนี้ยิ่งมีอายุมากก็จะยิ่งสูงขึ้น เหมือนอย่างเช่นเรายิ่งแก่ พุงเราก็ยิ่งพลุ้ยขึ้น ซึ่งลดยากมาก ..เราควรรักษาให้อยู่ในเรทปกติ ระหว่าง 1 – 12 เท่านั้น
  • BMI (Body Mass Index) : เกณฑ์การวัดว่าระดับน้ำหนักเรามาตรฐาน อ้วน หรือ ผอมเกินไป มาจากสูตร Weight (KG) / Height (m)2แต่เกณฑ์นี้ไม่ได้นำตัวไขมันหรือกล้ามเนื้อมาคำนวณเลย .. เพราะฉะนั้นถ้าร่างกายแบบปกติก็จะใช้ได้ แต่ถ้าร่างกายแบบนักกีฬาประเภทมีกล้ามเนื้อสูง ๆ อาจจะใช้เป็นเกณฑ์ไม่ได้
ถึงแม้ว่าตัวเลขเหล่านี้อาจจะไม่ได้ถูกต้องเป๊ะ ๆ แต่ก็เป็นเกณฑ์ช่วยให้เราติดตามความแข็งแรงของร่างกายในระหว่างออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี .. เพราะตัวเลขบนตาชั่งไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าจริง ๆ แล้วเรามีกล้ามเนื้อและไขมันในร่างกายมากน้อยแค่ไหน .. ปกติฮั้วจะวัดทุก ๆ 3 เดือน ว่าตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
 

ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.goodmeasuremeals.com/health/tanita-scale