The Road to IRONMAN 70.3 Bintan 2015

IRONMAN 70.3 ไม่เคยคิดว่าจะเอื้อมถึง เมื่อต้นปีฮั้วยังไม่สามารถว่าย 25 เมตรติดต่อกันได้เลย เมื่อสามเดือนที่แล้วยังไม่สามารถว่ายฟรีสไตล์แบบต่อเนื่องได้ เคยแม้กระทั่งร้องไห้ไม่ยอมลงน้ำ เคยบอกโค้ชว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะว่าย 1.9 กิโล แค่ปั่น 30 กิโลก็ปวดหลังแทบบ้าแล้ว

งานนี้เกิดจากเป้าหมายที่จะไปพิชิต IRONMAN ระยะเต็มที่ Melbourne ในปีหน้า และโค้ชแนะนำว่าควรจะลงงานระยะ 70.3 ก่อน เพราะจะได้ประสบการณ์ การเตรียมตัว การแข่งระยะยาวที่แตกต่างไปจากงานไตรระยะ Olympic .. หลังจากเปิดหางานซักพัก ก็เลือก IRONMAN 70.3 Bintan (ว่ายน้ำ 1.9 km / ปั่น 90 km / วิ่ง 21 km) วันที่ 23 ส.ค. 2558

ซ้อม ซ้อม ซ้อม

ฮั้วเริ่มลงตารางการซ้อมกับโค้ชไซมอนตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งการซ้อมวิ่งก็มาสะดุดลงกับอาการเจ็บจากการวิ่งงานอัลตร้าสวนพฤกษ์ (รีวิวงานอัลตร้าสวนพฤกษ์) โค้ชจึงปรับเปลี่ยนแผนให้เน้นการว่ายน้ำ แต่เมื่อโค้ชเห็นการว่ายฟรีสไตล์ของฮั้วเลยยิ่งปรับตารางให้เบาลงอีก

หลังจากผ่านพัฒนาไตรฯ (รีวิวงานพัฒนาไตรฯ) เดือนพ.ค. ก็เริ่มคิดได้ว่าการว่ายฟรีสไตล์เข้าขั้นแย่ พึ่งได้แต่กบ จริงอยู่ที่งานไตรฯ ไม่ได้กำหนดว่าต้องว่ายฟรีสไตล์เท่านั้น แต่การว่ายท่านี้เป็นการเก็บกำลังขาเพื่อไว้ใช้เวลาปั่นกับวิ่ง ซึ่งถ้าใช้ท่ากบจะต้องใช้แรงมากกว่า เมื่อตัดสินใจลงระยะ IRONMAN 70.3 ซึ่งเป็นการว่าย 1.9 km ปั่น 90 km และวิ่ง 21 km ฮั้วเลยตัดสินใจจัดการกับจุดอ่อนตรงนี้ซะ

ฮั้วเริ่มไปฝึกว่ายน้ำกับโค้ชกระสุน ซึ่งโค้ชมักจะแซวว่าอยู่บ้านดี ๆ ไม่ชอบ พาตัวเองมาทรมานทำไม ..โค้ชสอนพื้นฐานใหม่หมด เน้นการดริล การควบคุมร่างกาย ผ่านไปสองเดือนฮั้วเริ่มจับจังหวะการว่ายฟรีสไตล์ได้ และเริ่มว่ายได้สบายขึ้น

ส่วนการซ้อมปั่นเจอปัญหาหนักเมื่อสนามเขียวปิด ต้องซ้อมบนเทรนเนอร์ แต่วันไหนต้องปั่นไกลก็เริ่มต้องหาสถานที่ที่ค่อนข้างปลอดภัยเพื่อซ้อม .. ส่วนการวิ่งยังพยายามไม่ให้เกิดอาการเจ็บเพิ่ม ตารางซ้อมคือวิ่งแบบเบา ๆ 30 นาทีต่อวัน (สัปดาห์ละสองวัน) ถือว่าน้อยมาก ๆ แต่ต้องยอม

อุบัติเหตุครั้งแรก

ฮั้วซ้อมตามตารางมาเรื่อย ๆ จนต้องปั่นยาวครั้งแรกคือให้ปั่น 70 – 80 km ฮั้วพาไอ้หล่อไปปั่นอ่างเก็บน้ำบางพระ ชลบุรี วันนั้นรอดพ้นการเกิดอุบัติเหตุมาหวุดหวิด เกือบจะโดนรถเสยซะแล้ว จบมาได้ตามเวลาที่ตั้งใจแต่เหนื่อยมาก เพราะไม่เคยปั่นยาวขนาดนั้นมาก่อน หลังปั่นจบคิดในใจเลยว่า ถ้าต้องลงมาวิ่งอีก 21 km นั้นฮั้วคงทำไม่ได้แน่ ๆ เพราะขาแข็งมาก

สองสัปดาห์ถัดมา นัดกับพี่ช้างเพื่อปั่น 100 km ตามตาราง เป็นการปั่นยาวครั้งสุดท้ายก่อนจะเบาตารางลงเพื่อแข่ง Bintan ในอีกสองสัปดาห์ถัดไป .. แต่ไม่รู้ว่าเหม่อ เบลอ หรือไม่เห็นโค้ง เลี้ยวแล้วโดนทราย ฮั้วแหกโค้ง จักรยานล้ม เป็นอุบัติเหตุด้านจักรยานครั้งแรกในชีวิต

ฮั้วล้มอย่างแรง กระแทกที่หน้าด้านซ้าย หมวกแตก คางบวม ฟันบาดปาก แผลเปิด ส่วนแขนด้านขวาก็มีแผลเปิดต้องเย็บเช่นกัน .. สะโพกและขาขวามีรอยช้ำ ไหล่ขวาเจ็บยกแขนไม่ขึ้นจนสัปดาห์ก่อนแข่ง (โชคดีได้น้องวีช่วยคลายให้) .. ปวดฟัน อ้าปากไม่ได้ เคี้ยวไม่ถนัด พบว่าฟันตายและมีรอยแตก ไม่สามารถใช้ฟันหน้ากัดอาหารได้ ..ส่วนไอ้หล่อเป็นรอยเบ้อเร่อ แต่นอกนั้นไม่เสียหายอะไร การซ้อมจบที่ 51 km เพราะต้องไปโรงพยาบาลเย็บแผล

ผลจากอุบัติเหตุทำให้ซ้อมไม่ได้ไปหนึ่งสัปดาห์ ว่ายน้ำ ปั่นและวิ่งไม่ได้ เพราะแผลห้ามโดนน้ำ ฮั้วไปโรงพยาบาลล้างแผลทุกวัน ใจเสียกลัวแข่งไม่ได้ สูญเสียความมั่นใจบนจักรยาน .. ทั้ง ๆ ที่ก่อนเกิดอุบัติหตุ ฮั้วเริ่มจะมีความมั่นใจว่าฮั้วจบงานนี้ได้แน่ ๆ

ยิ่งช่วงแรกที่ไม่สามารถซ้อมได้ จิตตกกังวลว่าแผลจะหายไม่ทัน สิ่งที่ซ้อมมาจะสูญเปล่า เส้นชัยดูไกลเกินเอื้อม ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจแต่เมื่อคุณหมอยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะตัดไหมได้เมื่อไหร่ เพื่อน ๆ เตือนเรื่องแผลอักเสบ ไม่ควรไปแข่ง ฯลฯ ใจฮั้วก็เริ่มห่อเหี่ยวลงทุกที

เมื่อส่งคำถามหาโค้ชว่าฮั้วควรล้มเลิกทริปนี้หรือไม่ ร่างไม่พร้อมสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยก็อยากเห็นแสงลำสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจ และนี่คือข้อความที่โค้ชเขียนกลับมา ..

Don’t listen to another people especially those who say that you are not ready. Follow your body sign and then decide. One week off before the race doesn’t make any different at your fitness level. Don’t waste your time to hesitate too long. Make the decision and if you do the race then no more thinking just focus on the race and prepare yourself for the pain.

จริงสินะ .. อย่าลังเล ฮั้วสำรวจดูแล้วว่านอกจากบาดแผลที่ปากและแขน ส่วนอื่นก็ไม่มีปัญหานี่นา งานนี้คงไม่ง่าย งานนี้คงทรมาน มาเตรียมใจรับความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นดีกว่า enjoy the race and embrace the pain

สัปดาห์แห่งความเครียด ลุ้นจนนาทีสุดท้าย

เมื่อหมดความลังเล สิ่งที่ทำได้คือ พยายามหาทางที่จะไปและจบการแข่งให้ได้ ฮั้วประเดิมการตัดไหมด้วยการเอาเสือหมอบมาหัดปั่น (ยังปั่นไตรไม่ได้ เพราะแผลอยู่ตรงที่ต้องวางแขนพอดี) และวางแผนสำรองว่าถ้าแผลหายไม่ทันหรือยังเจ็บแผลตรงแขนคงต้องเอาเสือหมอบมาแข่งแทน

เมื่อนึกถึงการขึ้นจักรยานอีกครั้งมือก็เย็นแล้ว กลัวค่ะ กลัวล้ม ภาพยังหลอน กว่าจะทำใจถีบขาออกปั่นได้ ก็ตั้งสติอยู่นานสองนาน พอออกไปปั่น ก็กลัวไปหมด รู้สึกทรงตัวไม่ได้ เลี้ยวแบบทุลักทุเล ลงเนินเล็ก ๆ ก็บีบเบรคบ่อยมาก ในใจรู้สึกแย่มาก เหลืออีกหนึ่งสัปดาห์จะทำให้หายกลัวได้อย่างไร

 

น้องตั๋งที่เคยไปปั่นที่ Bintan แนะนำว่าควรปั่นให้ชินอย่างเร่งด่วนในงานหัวหินไตรฯ เอาซักระยะ 40 กิโล เพราะเส้นทางที่ Bintan คือเขาอย่างเดียว ถ้ากลัวหรือไม่ชินกับจักรยานจะยิ่งแย่ วันอาทิตย์ที่ผู้คนแข่งหัวหินไตร ฮั้วตัดสินใจปั่นจักรยานตามกลุ่มไป โดยตั้งใจว่าจะลองซักระยะ sprint และจะลงมาวิ่งต่ออีก 5 กิโล .. ต้องขอบคุณคำแนะนำของน้องตั๋ง หลังจากปั่นวันนั้นก็มีความมั่นใจขึ้นมาอีกนิด แต่ปัญหาคือฮั้วไม่คุ้นชินกับเสือหมอบเลย ตำแหน่งที่เคยปั่นมันไม่ใช่ เจ็บก้นด้วย เลยยังลังเลว่าจะเอาหมอบมาดีหรือไม่ และภาวนาขอให้แผลที่แขนหายทัน

พอครบกำหนดลงน้ำได้ ฮั้วเลยซ้อมว่ายน้ำแบบเบา ๆ ขอบคุณหมอหน่อยที่จัดหาสเปรย์ฉีดแผลแบบกันน้ำให้ ฮั้วฉีดไปสามรอบและทดสอบจุ่มน้ำแล้ว น้ำไม่เข้าจริง เลยลองว่ายจริงจัง แต่สุดท้ายฟิล์มก็หลุด ฮั้วเลยหยุดซ้อมเพราะกลัวว่าแผลจะแห้งไม่ทัน

สองสัปดาห์ก่อนวันแข่งนี่เรียกว่าเครียดมาก คอยลุ้นทุกวันขอให้แผลหาย ขอให้แผลแห้งทัน ส่วนเรื่องกินก็ต้องหาอาหารนิ่ม ๆ ไม่ต้องเคี้ยว กินประทังชีวิต จัดหาโปรตีนเข้มข้นเสริม กินไข่ เพราะร่างกายต้องฟื้นฟู โหลดคาร์บอะไรนี่ไม่มีเลย กินเท่าที่จะสามารถกินได้

ก่อนเดินทาง ฮั้ววุ่นวายเช็คจักรยาน เพราะตัดสินใจเอาไอ้หล่อมาแข่ง อย่างน้อยก็ปั่นคันนี้มาหลายเดือน คุ้นชินกว่าคันใหม่ คิดแผนเอาผ้ามาซัพพอร์ทช่วงแขน น้องปอนด์ Bike Terminal ตรวจเช็ครถให้อย่างละเอียด สอนฮั้วเปลี่ยนยางเอง ถอดและประกอบจักรยานลงกระเป๋า ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ ก็ทำได้ .. จัดเตรียมยางในสำรองมา 2 เส้น อุปกรณ์พกพา สูบพกพา

มุ่งสู่เกาะบินตัน อินโดนีเซีย

สนามแข่งนี้เป็นปีแรกที่จัด IRONMAN (ปกติจัด MetaMan) ที่ตัดสินใจเลือกสนามนี้เพราะใกล้ประเทศไทย เดินทางไม่ลำบาก ซึ่งคือบินตรงกรุงเทพสู่สิงคโปร์ เดินทางจากสนามบินชางฮีโดยแท็กซี่ไปที่ Tanah Merah Ferry Terminal เพียง 10 นาที ..ใช้เวลาเดินทางโดยเรือประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงเกาะ Bintan ..ฮั้วสมัครตั้งแต่ยังไม่ได้ประกาศเส้นทางอย่างเป็นทางการ โดยไม่ได้นึกถึงความเป็น “เกาะ” ซึ่งก็คือ ทางราบน้อยมาก .. เมื่อประกาศเส้นทาง ผู้จัดเขียนว่าเป็น Rolling Hills เยอะมาก เฮ้ย!!

ฮั้วเดินทางจากกรุงเทพวันศุกร์และไปถึงบินตันประมาณบ่ายสาม (พลาดการสำรวจเส้นทางปั่นที่จัดโดยผู้จัดในช่วงเช้า นึกเสียดายและยิ่งทำให้ลุ้นยิ่งขึ้นว่าเส้นทางจะเป็นแบบไหน) เมื่อถึงโรงแรมก็ลงไปทดลองว่ายน้ำก่อนเลย สภาพน้ำราบเรียบ ไม่มีคลื่น น้ำใสมาก เห็นทราย สาหร่ายเต็มพื้น คนที่ชอบอาจบอกว่าสวย แต่ไม่ใช่สำหรับฮั้ว ฮั้วไม่ชอบเห็นปลา ไม่ชอบเห็นอะไรใต้พื้น เพราะนั่นยิ่งกระตุ้นอาการ panic และยิ่งไปเจอแมงกระพรุนระหว่างว่ายซ้อมด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เริ่มกลัวการว่ายน้ำในวันจริง

 

หลังจากนั้นก็รีบประกอบจักรยานแล้วเอาไปเช็คที่ mechanic ของงาน ให้เค้าเช็คความเรียบร้อยของเกียร์ เบรค ลมยาง และการประกอบอีกครั้ง วางแผนไว้ว่าวันเสาร์จะออกไปปั่นเบา ๆ แถวโรงแรม

Expo และ Briefing

เช้าวันเสาร์ หลังจากอาบน้ำแต่งตัว ไปเช็คทะเลตามเวลาแข่ง น้ำลงเยอะมาก แอบใจเสียว่าน้ำน่าจะน้อยเกินกว่าว่ายจริง แล้วก็จูงจักรยานออกมาซ้อมตามแผนแต่พบว่ายางหน้าแบนสนิท.. ต้องใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาทำการเปลี่ยนยางด้วยตัวเอง พบว่าเอาตัวงัดยางมาอันเดียว สุดท้ายเลยต้องใช้ช้อนกาแฟของโรงแรมช่วยเปลี่ยน (และต้องพกช้อนใส่ในถุงอุปกรณ์ติดรถวันแข่งอีกด้วย)

พอออกไปปั่น จึงพบเส้นทางการวิ่งรอบบึง รอบละ 7 กิโล เป็นเส้นทางลาดด้วยปูนซีเมนต์และไม่มีร่มไม้เลย ฮั้วนึกในใจ “นรกแน่ ๆ” ฮั้วรู้ตัวดีว่าเป็นคนแพ้ทางปูนซีเมนต์ วิ่งทีไรเจ็บทุกที ตั้งใจจะใส่ Altra One2 แต่เอา Newton Kismet ที่มีซัพพอร์ทมากกว่ามาเผื่อ คิดทั้งวันว่าจะใส่คู่ไหนดี

การไปรับ BIB ที่งาน expo ก็จัดอย่างเรียบง่ายมาก ให้นักกีฬาดูเบอร์ที่บอร์ด เขียน waiver form และมารับ BIB กับเจ้าหน้าที่ สแกนชิพว่าถูกต้อง จบพิธี .. ในงานมีบูธมาขายของน้อยมาก ไม่มีอุปกรณ์จักรยานขายเลย ฮั้วนึกในใจดีนะที่เตรียมยางในมาสองเส้น (ยังเหลืออีกหนึ่งเส้นไว้พกตอนแข่ง)

ส่วน briefing นั้นยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ใช้เปิดวีดีโอให้ดู เพราะหลัก ๆ แล้วมีเอกสารแจก และประกาศบนเว็บไซท์ให้เข้าไปอ่านกันเอง แต่ตอนเย็นมีจัด Q&A session ให้นักกีฬามาสอบถามโดยตรง

เย็นนั้นเอาจักรยานไปปั๊มลมยางอีกทีก่อนจะฝากจักรยานเข้า Transition แล้วก็ไปงานปาร์ตี้โหลดคาร์บ ซึ่งอาหารไม่อร่อยเลย และยังต้องซื้อเครื่องดื่มต่างหากด้วย .. ฮั้วรีบกินแล้วรีบกลับห้องไปเตรียมตัว นั่งคิดรวบรวมสติและสมาธิเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งในวันรุ่งขึ้น

ดราม่าก่อนแข่ง

Transition เปิดเวลา 5.00 น. ฮั้วเดินไปที่จักรยานของตัวเองเพื่อเตรียมของ เมื่อเช็คยางก็พบว่ายางหลังแบนสนิท ฮั้วรีบวิ่งออกจาก transition ไปตามหาแฟนให้เอาจักรยานไปเปลี่ยนยางที่ mechanic ส่วนฮั้วรีบกลับมาเตรียมของที่ transition แบบเร็วที่สุดในชีวิต

เมื่อช่างใส่ยางในที่ฮั้วเตรียมมาเอง (เส้นสุดท้าย) พบว่าปั๊มเท่าไหร่ลมก็ไม่เข้า เลยต้องขอซื้อยางในเพิ่มจาก mechanic เส้นนี้ใส่แล้วโอเค ฮั้วเอาจักรยานไปลองเทสต์อีกครั้ง แล้วรีบเอาไปแขวนที่แร็คตอน 5.55 น. ซึ่งตอนนั้นทุกคนไปที่หาดกันหมดแล้ว เพราะโปรเริ่มปล่อยตัว 6.00 น. (ของฮั้ว 6.13 น.)

พอแขวนจักรยานเสร็จ คล้อยมา 10 วินาที ได้ยินเสียงระเบิดดังจากข้างหลัง นึกในใจ “ขออย่าให้เป็นรถเรา” แต่เพื่อความชัวร์เลยวิ่งกลับไปดูจักรยานตัวเอง แล้วฝันร้ายก็เป็นจริง ยางหลังระเบิดค่ะ

ฮั้วรีบเอาจักรยานกลับไป mechanic ให้เค้าเปลี่ยนเส้นใหม่อีกครั้ง ตอนนั้นเริ่มปล่อยตัวรุ่นโปรกันแล้ว ฮั้วเริ่มใจเสีย จะร้องไห้แล้วค่ะ นึกในใจ “เดินทางมาถึงนี่ จะไม่ได้แข่งจริง ๆ เหรอเนี่ย” ใจเต้นแรง ตัวสั่น ถึงแม้จะกลัวเปลี่ยนยางไม่ทันปล่อยตัว แต่ก็หยิบหมวกและแว่นตามาใส่ กินเจลหนึ่งซองตามแผน เมื่อเปลี่ยนยางเสร็จ ฮั้ววิ่งเอาจักรยานไปแขวนและไปที่หาด เฉียดฉิวเวลามาก อีกสองนาทีเวฟฮั้วกำลังจะปล่อยตัว

ได้แข่งแล้ว

เมื่อมาถึงแบบเฉียดฉิวฮั้วไม่มีเวลามากลัวทะเล ระดับน้ำทะเลขึ้นเต็มฝั่ง (ไม่เหมือนวันก่อนหน้า) ปลอบใจตัวเอง “เฮ้ย ว่ายวอร์ม 400 เมตร ของจริง 1500 เมตร .. เคยผ่านมาแล้วไง ต้องทำได้สิ” ฮั้วใช้ท่ากบเพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจลงมาก่อน พอเริ่มใจเย็นขึ้น ก็ค่อยว่ายฟรีสไตล์ จ้วงไปก็นึกไป “ใจเย็น ค่อย ๆ ว่าย ยืดตัว ดึงแขน ดูทาง อย่ามองด้านล่าง” คือฮั้วเป็นพวกกลัวปลาค่ะ และน้ำที่นี่ใสมาก เห็นทะลุถึงก้นทะเล

ที่นี่ปล่อยตัวรุ่นผู้หญิงก่อนรุ่นผู้ชายทำให้เจอนักไตรชายที่ว่ายกันเร็ว ๆ ตามมาไล่จับ โดนว่ายชนทีไรก็ต้องใช้ท่ากบช่วยทุกที การว่ายครั้งนี้ฮั้วไม่หลงทุ่นเลย และค่อนข้างว่ายตรงด้วย ก็เพราะว่ายไปดูทางไปตลอด ค่อนข้างพอใจกับการว่ายของตัวเอง

เผลอแป๊บเดียวก็เริ่มเข้าใกล้ฝั่งในระดับที่ยืนได้ ฮั้วค่อย ๆ เดินขึ้นมาจากน้ำกลับมาที่ transition สิ่งที่ทำอย่างแรกคือ “เช็คยาง” ว่ายังแข็งเหมือนเดิมไหม ฮั้วค่อย ๆ แต่งตัวใส่เสื้อปั่น ใส่ถุงมือ (เพราะกลัวล้มอีก) กินเจลอีกซองแล้วค่อย ๆ จูงจักรยานออกไปปั่น

การปั่นครั้งนี้เป็นการปั่นที่ทรมานใจมาก เดิมทีความมั่นใจก็น้อยอยู่แล้ว กลัวล้ม กลัวลงเขา แต่ยังพกความกลัวเรื่องยางแบน ยางระเบิด (ไม่เหลือยางสำรองแล้ว) ความคิดแย่ ๆ มาเต็มหัว กลัวถึงขั้นว่าอาจจะไม่ได้กลับบ้าน ระหว่างปั่นก็จะคอยพูดกับไอ้หล่อว่าปั่นมากี่กิโลแล้ว ทำตัวดี ๆ พาแม่กลับ transition ให้ได้ เดี๋ยวกลับมาจะดูแลอย่างดี

เส้นทางที่นี่เป็น Rolling Hills เรียกว่าทางราบน้อยมาก ๆ เดี๋ยวก็ขึ้น เดี๋ยวก็ลง บางทีขึ้นเหมือนจะสุดแต่ไม่สุดซักที แต่เส้นทางสวยงาม ผ่านป่าเขา เมื่อผ่านหมู่บ้านก็จะมีชาวบ้านและเด็ก ๆ ยืนเต็มสองข้างทาง ตะโกนเชียร์ ยื่นมือมาขอจับ ยื่นขวดน้ำมาให้ (ลองนึกถึงบรรยากาศจอมบึงมาราธอนนะคะ ประมาณนั้นเลยค่ะ)

การปิดถนนดีมาก ถึงแม้ไม่ได้ปิด 100% แต่จะมีเจ้าหน้าที่อยู่ตามแยกต่าง ๆ เมื่อมีจักรยานมา เค้าจะโบกหยุดการจราจรทันที บางแยกก็วัดใจ เพราะเป็นทางลงเขาแล้วเลี้ยวหักศอกเลย ฮั้วกลัวจับใจ จับแฮนด์แน่น ๆ ไม่กล้าลงแอโร่ มือกำเบรก เลียเบรกตลอดเวลา ในใจภาวนาว่าอย่าระเบิด อย่าเกิดอะไรขึ้น ขอรอดครั้งนี้ด้วยเถอะ ฮั้วไม่สนใจว่าใช้เวลาไปนานเท่าไหร่ ขอแค่กลับ T2 อย่างปลอดภัยก็พอแล้ว

โค้ชเตือนไว้ว่าอย่าใส่แรงจนหมดช่วงจักรยานเพราะยังเหลือวิ่งอีก 21 กิโล และควรเติม nutrition ให้เพียงพอ สิ่งที่ทำได้ ณ วันนั้นคือการกินเจล และการกินบนจักรยานเป็นอะไรที่ยากมากเมื่อฮั้วไม่สามารถใช้ฟันหน้ารูดเจลได้ แต่ก็ย้ำเตือนตัวเองว่าถึงแม้จะกินลำบาก ถึงแม้จะไม่อยากกินแต่ก็ต้องกิน ต้องกินก่อนหิว ต้องกินก่อนพลังงานขาด

เหลือ 15 km สุดท้าย จานก็ไปกระแทกพื้นเสียงดังมาก ฮั้วหยุดลงมาเช็คซี่จานซึ่งไม่น่าจะมีอะไรเสียหาย พอเริ่มเข้าทางเข้าโรงแรมรู้สึกโล่งใจมาก รอดตายซะที ทำไม๊ ทำไมถึงลงสนามนี้นะ ชั้นเป็นคนเมืองซ้อมแต่สนามเขียว ทำไมถึงคิดว่าสนามนี้จะเป็นทางราบ ไม่เข้าใจตัวเองจริง ๆ.. และเพิ่งมารู้จากแฟนทีหลังว่า เวลา online tracking ไม่โชว์ช่วง bike split เลย เค้าเป็นห่วงมาก กลัวเกิดเหตุอะไรอีก เฝ้ารอตรง transition ไม่ไปไหน

ในที่สุด ขาก็ได้แตะพื้น ฮั้วรู้สึกโล่งใจมาก มาถึงขั้นนี้แล้วรู้ว่าจบการแข่งแน่ ๆ แต่จบสภาพอย่างไรเท่านั้น ณ เวลาเกือบ 11 โมงนี่ทำให้การวิ่งเป็นนรกบนดินเลยค่ะ เส้นทางที่ไม่มีร่มไม้เลย กินแรงมาก โค้ชเตือนไว้แล้วว่าการลงมาวิ่ง 21 กิโลหลังจากปั่น 90 กิโลนี่ไม่เหมือนการแข่งระยะโอลิมปิคนะ

ฮั้วตัดสินใจใส่ Altra One2 ถึงแม้พื้นจะบาง แต่ก็เคยผ่านศึกระยะไกลถึง 10 ช.ม. ด้วยกันมาแล้ว ฮั้วมั่นใจว่ารองเท้าหน้ากว้างอย่างรุ่นนี้เอาอยู่ แต่ด้วยพื้นคอนกรีต ฮั้วก็ยังต้องระมัดระวังการลงเท้า ไม่อยากจะกลับมาเจ็บเหมือนเดิม เป้าหมายงานนี้ ไม่ใช่แค่ “จบ” แต่ต้อง “จบแบบไม่เจ็บ” ด้วย

รอบ 7 กิโลแรก (วิ่งทั้งหมด 3 รอบ) แรงยังดี ยังสด ก็เดินน้อยหน่อย แต่ด้วยความร้อน ทำให้เสียเวลากับซุ้มน้ำค่อนข้างมาก ทางผู้จัดก็แสนดี จัดซุ้มน้ำถึง 5 จุดด้วยกัน ฮั้วแวะทุกซุ้มกินน้ำ กินโค้ก เอาน้ำราดตัว (เค้าเตรียมกระบวยไว้ให้ตักเลยเชียว) ครบหนึ่งรอบมองนาฬิกา ฮั้วช้าไปมาก

รอบสองก็ยังเร่งไม่ได้ แดดและความร้อนช่วงเที่ยงทรมานมากกว่าเดิม ในใจเริ่มดึงเอากลวิธีมาใช้เพื่อให้วิ่งไปข้างหน้าทีละก้าว นึกถึงเพื่อน ๆ นึกถึงเวลาที่ซ้อมมา นึกถึงอุบัติเหตุ นึกถึงเหตุเมื่อเช้า .. อุปสรรคขนาดนี้ ผ่านมาได้ขนาดนี้ ต้องเข้าเส้นชัยเท่านั้น ไม่สนใจเวลาแล้วขอให้เข้าได้อย่างเดียว

รอบสามยิ่งแสนทรมาน นี่มันยากจริง ๆ ยากกว่าการวิ่งมาราธอนอีก มองนาฬิกา 6 ชั่วโมงกว่า ๆ เข้าไปแล้ว ขาหนักแต่ไม่เจ็บ นักไตรแต่ละคนเริ่มคุย ให้กำลังใจกันเอง ฮั้วมองที่แขนซึ่งโดนแดดจนแดงก่ำ แขนยังแทบไหม้ แล้วผิวหน้าจะเหลือเหรอ (ไม่ได้เติม sunblock ระหว่าง transition ซะด้วย) “นี่เรามาทำอะไรเนี่ย ชั้นจะไม่ลง 70.3 แล้ว ขอทรมานทีเดียวที่ Full เลยละกัน”

ช่วง 200 เมตรสุดท้าย เมื่อผ่านฝูงชนที่โค้งสุดท้าย ฮั้ววิ่งสุดแรง เหลือเท่าไหร่ ใส่ให้หมด เสียงเชียร์ยิ่งทำให้มีกำลังใจ (แหม ถ้าวิ่งได้แบบนี้ทุกรอบจะดีมากเลย) ฮั้วสปริ้นท์เข้าเส้นชัยทั้งน้ำตา ความตื้นตัน ดีใจ ซึ้งใจ สะใจ ในที่สุดก็จบทุกอุปสรรค กว่าจะมาถึงจุดนี้ฮั้วรู้สึกเหมือนต้องผ่านบททดสอบจิตใจและร่างกายมากมาย

 

ถึงแม้ฮั้วจะก้าวข้ามผ่านเส้นชัยแค่คนเดียว แต่เบื้องหลังมีอีกหลายร้อยคนคอยช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นครูดินที่สอนวิ่ง พี่เจ๋งที่ซ้อมและสอนวิ่งด้วยกันบ่อย ๆ กิ๊บผู้ชักนำเข้าวงการวิ่ง โค้ชไซมอนที่วางแผนการซ้อมให้อย่างดี โค้ชกระสุนที่พร่ำสอนกบตัวน้อยให้ว่ายน้ำเป็น โค้ชเจเจที่คอยถามไถ่อาการและปรับจักรยานให้ทันวันแข่ง น้องวีที่รักษาอาการบาดเจ็บ น้องปอนด์ที่ดูแลจักรยานอย่างดี เพื่อน ๆ 349 running, crazy running และ tri-bullet ทุกคน พี่ช้างที่พาปั่นและดูแลตอนเกิดอุบัติเหตุ จ่าโอที่สอนเรื่องการว่าย open water โจ้ผู้ผลักดันเรื่องว่ายน้ำ แอนดรูกับความช่วยเหลือถึงวินาทีสุดท้าย.. จะไม่มีความสำเร็จครั้งนี้เลย ถ้าไม่มีพวกเค้าเหล่านี้

ฮั้วบรรลุวัตถุประสงค์ของการแข่งครั้งนี้ “จบแบบไม่เจ็บ” และได้เรียนรู้ประสบการณ์มากมาย เรียนรู้ว่ายังมีจุดอ่อนที่ตรงไหน เรียนรู้ว่าต้องฝึกซ้อมสิ่งใดเพิ่มขึ้น .. อยากให้เพื่อน ๆ ที่อ่านถึงจุดนี้ เพื่อน ๆ ที่ยังลังเลจะทำสิ่งใดก็ตาม หรือลังเลจะลงเล่นไตรกีฬา เส้นทางไปถึงจุดนั้นอาจไม่ง่าย อาจจะมีอุปสรรค แต่ก็ไม่ยากถ้าเราตั้งใจจะทำ สุดท้ายถ้าฮั้วไม่จบ แต่ฮั้วก็ก้าวมาไกลเกินกว่าตอนต้นปีหรืองานไตรชะอำมากนัก (รีวิวงานชะอำไตรฯ)

ถ้าไม่ยอมแพ้ ไม่หยุดทำ ก็ไม่มีก้าวถอยหลัง ไม่มีวันอยู่จุดเดิม .. สู้ต่อไปนะ