Review – Brooks Pure Flow 4 รองเท้าคู่ใจระยะมาราธอน

รองเท้า Pure Flow 4 เป็นรองเท้า Pure Project ที่เป็นแบบรองเท้าแบบมินิมัลของแบรนด์ Brooks ฮั้วใส่รุ่น Pure Flow มาตั้งแต่รุ่น 2 และ 3 เลยค่อนข้างคุ้นเคยกับการใช้รองเท้ารุ่นนี้เป็นอย่างดี อ่านรีวิวเดิมได้ที่นี่ http://runner-blogger.com/2014/11/brooks-pureflow3-review.html

คู่นี้เป็นคู่ sample ที่ได้รับการสนับสนุนโดย Brooks Thailand ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

——————————-

First Impression

ความรู้สึกแรกตอนที่ใส่คือรู้สึกอึดอัดที่หน้าเท้าเล็กน้อย ดูจากสายตาจะเห็นว่าหน้าเท้าแคบกว่ารุ่น Pure Flow 3 แต่พอนำมาใส่วิ่งจริง ๆ กลับไม่รู้สึกอึดอัดอย่างที่คิด ครั้งแรกก็ใส่วิ่งก็วิ่งสนุกจนวิ่งถึง 10 กิโลแบบไม่รู้ตัวเลยค่ะ

ส่วนที่ทำให้ช่วงหน้าเท้าไม่อึดอัดนั้นฮั้วคิดว่าน่าจะเป็นเพราะตัวผ้าของ upper ที่เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนหน้านี้ รุ่นนี้กลายเป็นผ้าแบบนิ่ม ๆ ซึ่งจะขยายออกเมื่อใส่ไปซักพัก เหมือนการใส่รองเท้าหนังที่ใส่แล้วขยายขึ้น พอวิ่งไปนาน ๆ เลยไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนตอนที่สวมไปใหม่ ๆ

และด้วยเพราะเอกลักษณ์ของสไตล์ Pure Flow นั้นจะเด้ง ๆ ดึ๋ง ๆ วิ่งแล้วให้ responsive ดีอยู่แล้ว ยิ่งวิ่งก็ยิ่งสนุก

รูปทรงและการเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

รูปทรงดูสวยงาม ตัวผ้า upper ไม่หนาเทอะทะ เมื่อใส่แล้วทำให้รู้สึกเหมือนตัวรองเท้าโอบกระชับรูปทรงเท้าได้พอดี แต่ถ้าดูด้วยสายตาเปรียบเทียบกับ Pure Flow 3 เหมือนจะเล็กกว่านิด ๆ

รุ่นนี้ยังคงมี Nav Band โอบรอบรองเท้าเช่นเดิม ซึ่งถ้ารุ่นก่อนหน้านี้ ฮั้วไม่รู้สึกถึงประโยชน์ของชิ้นส่วนนี้เท่าไหร่ เพราะว่าตัวลิ้นรองเท้าของรุ่นก่อน ๆ ก็ช่วยเรื่องความกระชับอยู่แล้ว

แต่พอเป็นรุ่น Pure Flow 4 ที่มีลักษณะของลิ้นรองเท้าที่เปลี่ยนไป ใช้เป็นแบบลิ้นรองเท้าทั่วไป (ที่ไม่ได้เย็บติดด้านข้างกับตัวรองเท้า ลิ้นแบบบางมีผ้าบุข้างในเล็กน้อยให้ความรู้สึกนิ่มอยู่บ้าง (แต่ไม่หนาเป็นแผ่น ๆ เหมือนรุ่นก่อนๆ) เมื่อเป็นลิ้นแบบนี้ก็เลยทำให้รู้สึกว่าลิ้นรองเท้าจะขยับนิด ๆ เวลา ตรงจุดนี้ Nav Band จึงเป็นตัวเข้ามาช่วยทำให้ลิ้นรองเท้าอยู่ติดแนบกับหลังเท้ามากขึ้น

ส่วนตัวพื้นรองเท้านั้น ทั้งความหนาและการดีไซน์เหมือนกับรุ่น Pure Flow 3 เป๊ะๆ ซึ่งรองเท้า Brooks ส่วนมากที่ใส่มานั้น มักจะมีปัญหาเรื่องการไม่เกาะถนนเมื่อต้องวิ่งผ่านถนนที่เปียกแฉะ (แต่ครั้งนี้มีเซอร์ไพรส์)

ตัว pod ตรงพื้นรองเท้าก็ออกแบบมาเหมือนกันอีกด้วย ทั้งในเรื่องตำแหน่ง จำนวนปุ่ม และดีไซน์ของปุ่ม ทำให้คิดว่ารองเท้าคู่นี้ต้องลื่นอีกแน่ ๆ เลย

ช่วง collar นั้นมีบุผ้าทำให้นุ่มและหนาขึ้น ไม่แข็ง ๆ เหมือนรุ่นก่อนหน้า ฮั้วรู้สึกว่า collar แบบนี้ช่วยล็อคกระชับเข้ากับข้อเท้าได้ดีค่ะ

ตัวเชือกเปลี่ยนไปจากเดิม ฮั้วชอบแบบรุ่นก่อนหน้านะ รู้สึกว่าผูกแล้วเชือกไม่ค่อยหลุด แต่แบบใหม่ที่เป็นเชือกแบบนิ่ม ไม่เป็นปล้อง ๆ แถมยังยาวมาก ๆ อีกด้วย จากประสบการณ์การใช้เชือกแบบนี้นั้นเชือกมักจะหลุดหลังจากวิ่งระยะไกล ฮั้วเลยแก้ปัญหาโดยการเหน็บปลายเชือกเข้าไปที่เชือกรองเท้าในส่วนที่ร้อยกับตัวรองเท้าอีกทบนึง

ในส่วนของน้ำหนักนั้น ตามตาชั่งรุ่นนี้หนักกว่ารุ่น Pure Flow 3 นิดหน่อย (ถ้าไม่ชั่งน้ำหนัก ก็จะไม่รู้สึกว่ารองเท้ามันหนักขึ้น) รุ่นนี้ยังทำได้ดีเรื่องความเบาของตัวรองเท้า และความกระชับเข้ากับเท้า

ลงสนามจริง

หลังจากวิ่งทดลอง 10 กิโลแล้ว ฮั้วก็ไปวิ่งงานโอซาก้ามาราธอน (ซึ่งไม่ได้เอาคู่นี้ไปด้วย) พอกลับมาก็ลุยต่อกันที่ลากูน่าภูเก็ตไตรเลย ซึ่งระยะวิ่งคือ 12 กิโลเมตรและการวิ่งในงานไตรนั้นจะต้องวิ่งผ่านถนนเฉอะแฉะหลายช่วง ใจนึงก็รู้ว่ารองเท้า Brooks มีข้อด้อยเรื่องความลื่นขณะวิ่งผ่านพื้นเปียก แต่อีกใจนึงก็อยากทดลองดู เลยตัดสินใจลุยเลยกับคู่นี้

คืนก่อนวันแข่ง ฝนตกหนักมาก ทำให้ทางวิ่งและ transition area ในส่วนที่บริเวณบึงลากูน่าเปียกแฉะ มีโคลนเต็มไปหมด และตรงบริเวณนี้เป็นพื้นที่ที่ฮั้วต้องวิ่งผ่านถึงสองรอบ (ทางผู้จัดงานจัดเป็นเส้นทางรอบละ 6 กิโลเมตร วน 2 ครั้ง) บอกตามตรงว่าฮั้วกังวลเรื่องความลื่นของรองเท้ามาก เพราะยังไม่เคยทดสอบความลื่นของรุ่น Pure Flow 4 มาก่อนเลย

ตอนออกตัวก็ยังระวังในส่วนที่เป็นโคลนลื่น ๆ เพราะรุ่นนี้ไม่ใช่แบบเทรล ก็พยายามกระโดดข้าม ๆ เพื่อให้ผ่านไปเร็วที่สุด เมื่อวิ่งออกถนนปกติก็ยังไม่ลื่น คิดในใจ “เฮ้ย ชั้นกำลังหลอกตัวเองอยู่หรือเปล่า มันไม่ลื่นอะ” แต่เอาน่ะ ถนนตรงนี้ยังแห้ง ลองวัดดวงกับพื้นเปียกตรงสเตชั่นน้ำเลย

พอถึงสเตชั่นน้ำ พื้นเปียกมากกกก แต่ขอบอกว่า Pure Flow 4 ทำได้ดีในจุดนี้ ฮั้วไม่รู้สึกถึงความลื่นเลยแทบไม่ต้องทรงตัวอย่างที่เคยทำ สามารถวิ่งด้วยความเร็วปกติผ่านฉิวได้เลย ดูเหมือนว่าข้อเสียเรื่องความลื่นนั้นได้ถูกแก้ไปแล้ว (น่าแปลกใจทั้ง ๆ ที่ pod ตรงพื้นรองเท้าเหมือนกับ Pure Flow 3 เด๊ะ ๆ)

ส่วน responsiveness ก็ยังคงทำได้ดี ฮั้วไม่แน่ใจว่ารุ่นนี้มี DNA มากกว่ารุ่นก่อนหรือไม่ แต่รู้สึกว่าจะเด้งกว่าปกติ วิ่งแล้วนุ่ม เด้งดึ๋ง ให้ความสนุกในวิ่งเพิ่มสปีดอย่างมาก

หลังจากประสบความสำเร็จกับการวิ่ง 12 กิโลเมตรทำเวลาได้ 1 ชั่วโมง 7 นาทีแล้วนั้น (ทำได้ดีกว่าที่คิดไว้) ฮั้วเลยยิ่งมั่นใจกับการใช้รุ่นนี้ เลยอยากจะยกระดับการทดลองขึ้นไปอีก โดยการใส่คู่นี้ลงระยะฟูลมาราธอนที่สิงคโปร์มาราธอน 2014 ซะเลย ลบล้างกฏการห้ามใส่รองเท้าที่ไม่เคยซ้อมระยะยาวสำหรับฟูลมาราธอนเลย (ปกติแล้วฮั้วจะไม่เคยใส่รุ่น Pure Flow กับการวิ่งยาวมาก่อน ระยะทางไกลสุดจะเป็นระยะ 21 กิโลเมตรและต้องเอามาซ้อมกับระยะนี้แล้วเท่านั้น)

ถ้าถามว่ากังวลไหม .. มีนิดหน่อยค่ะ เพราะปกติจะไม่ใส่อะไรแปลกใหม่ในวันแข่ง แต่ลึก ๆ แล้วฮั้วรู้สึกว่ารุ่นนี้รองรับการวิ่งระดับฟูลมาราธอนได้แน่นอน แต่อยากจะทดสอบให้แน่ใจเท่านั้นเอง

ผลปรากฏว่ารองเท้าไม่มีปัญหากับระยะนี้แต่อย่างใด ปกติแล้วการวิ่งระยะมาราธอน ฮั้วต้องระวังเรื่องความกว้างของช่วง toebox เป็นอย่างมาก เพราะตัวเท้าจะขยายขึ้น แต่หลังจากวิ่งไปถึงระยะ 30 กิโลเมตร ฮั้วก็ยังไม่เจอปัญหาว่าหน้าเท้าแคบหรืออึดอัด หรือแม้กระทั่งเมื่อยเท้าหรือข้อเท้าจากการที่ตัว support ของรองเท้าดูบางกว่ารองเท้าวิ่งแบบ traditional ทั่วไป

ปัญหาเดียวที่มีจากการวิ่งระยะมาราธอนที่เจอก็คือ รองเท้าเปียกแฉะ ช่วงที่ยังไม่แตะ 30 กิโลเรียกว่าวิ่งสบายมาก แต่อาจจะเป็นเพราะความชื้นของสิงคโปร์ ณ วันมาราธอนที่ค่อนข้างจะสูงมาก ฮั้วเหงื่อออกค่อนข้างเยอะ ทำให้เหงื่อลงไปกองที่รองเท้ามากทีเดียว รู้สึกได้ถึงความแฉะภายคลุกคลิกภายในรองเท้า

ช่วงหลังกิโล 33 ฮั้วเริ่มเอาน้ำราดตัวราดหัว น้ำเลยยิ่งลงไปกองที่รองเท้า เรียกว่าจบมาราธอนนี้รองเท้าเปียกเหมือนไปลุยน้ำมายังไงยังงั้นเลยค่ะ แต่ทั้ง ๆ ที่รองเท้าแฉะขนาดนั้นก็ไม่เกิด blisters เลยนะคะ  (ป.ล. ฮั้วใส่ถุงเท้าแบบ toesocks นะคะ)

หลังจากนั้นฮั้วก็ยังใช้รองเท้าคู่นี้ลุยกับจอมบึงมาราธอน 2015 ระยะมาราธอนอีกครั้ง และก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่ารองเท้า Pure Flow 4 นั้นเหมาะกับการวิ่งระยะมาราธอน เพราะเบา ไม่บีบหน้าเท้า และมีความเด้งดึ๋งกำลังดี บรรยากาศงานดี วิ่งสนุก ถึงขั้นสอย New PB ระยะมาราธอน (4 ชั่วโมง 15 นาที) มาแบบงง ๆ ..รีวิวงานจอมบึงมาราธอน 2015 ที่นี่ค่ะ

ที่งานจอมบึงนั้น ฮั้วไม่มีปัญหาเรื่องรองเท้าเปียกแฉะอยู่ข้างใน น่าจะเป็นเพราะอากาศเย็นสบายและไม่ได้ใช้น้ำราดตัว ยิ่งช่วงหลัง 32 กิโลเมตร ยิ่งวิ่งได้อย่างใจสั่ง บอกแล้วคู่นี้ยิ่งวิ่งยิ่งสนุกจริงๆ

สิ่งที่ชอบ

  • ผ้า Upper ที่ทำให้ใส่แล้วไม่อึดอัด
  • การบุผ้าและ support ของช่วงคอรองเท้า ทำให้ล็อคข้อเท้าและโอบกระชับช่วงส้นเท้าได้ดี
  • รุ่นนี้ไม่มีปัญหาเรื่องความลื่นเมื่อวิ่งผ่านพื้นเปียกอีกแล้ว ขอปรบมือดัง ๆ ให้ Brooks เลยค่ะ
  • เด้งดึ๋ง วิ่งแล้วสนุกสุด ๆ

สิ่งที่ไม่ชอบ

  • “ลิ้นรองเท้า” และ “เชือกรองเท้า” ไม่แน่ใจว่าทำไม Brooks ถึงเลิกใช้แบบเดิม .. ถึงแม้ว่าจบมาราธอน ตัวลิ้นไม่ได้เลื่อนออกไปที่เดิมนัก แต่ส่วนตัวแล้วฮั้วยังชอบลิ้นแบบเดิมอยู่ดี ฮั้วชอบความรู้สึกที่ลิ้นรองเท้าโอบกระชับกับหลังเท้า
  • รองเท้าไม่ค่อยระบายเหงื่อ ทาง Brooks อาจจะลองเปลี่ยนผ้ารองเท้าในรุ่นหน้า

บทสรุป

การใส่รุ่นนี้ถึงแม้ว่าจะรู้สึก “คับ” กับช่วงหน้าเท้าเมื่อใส่ครั้งแรก ซึ่งมักจะเป็นปัญหาสำหรับฮั้วที่เป็นคนมีหน้าเท้าค่อนข้างบานออก แต่พอวิ่งด้วยกันไปกลับรู้สึกว่าขยายใหญ่ขึ้นและไม่คับเหมือนตอนแรกที่ใส่ และช่วงตัวของรองเท้าโอบกระชับเข้ากับรูปเท้ามากกว่ารุ่น Pure Flow รุ่นก่อนหน้า การดีไซน์ของรุ่นนี้ “พอดี” กับรูปเท้ามาก ทำให้รู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่รองเท้าวิ่งเลย แต่ถ้าคนไม่เคยใส่ Brooks มาก่อน อาจจะยังงง ๆ นิดนึงว่าทำไมร้องเท้ามันเด้งจัง (ซักแป๊บก็จะชินค่ะ) ^_^

ฮั้วยังคงแนะนำรุ่นนี้สำหรับคนที่ต้องการหารองเท้าเพื่อ วิ่ง 10 กิโล ฮาล์ฟมาราธอน หรือแม้กระทั่งฟูลมาราธอนเอง.. คนที่อยากใส่รองเท้าแบบ minimal ที่ยังไม่บางมาก .. คนที่ยังต้องการความเร็วแต่ยังไม่ทิ้งการซัพพอร์ทซึ่งก็มีให้นิดหน่อย

แต่รองเท้ารุ่นนี้จะไม่เหมาะกับคนที่ลงเท้าแบบ heel strike เลยนะคะ .. ถ้าคุณเป็นคนลงเท้าแบบนี้แนะนำว่าหารองเท้าที่เป็นแบบ traditional ดีกว่าค่ะ