Review – Brooks PureFlow 3

ข้อมูลผู้ทดสอบ

เป็นนักวิ่งที่ลงเท้า mid-foot ก่อนวางเต็มเท้า จุดกระทบพื้นคือจากด้านสันเท้าแล้วพลิกเข้าด้านในหรือที่เรียกว่า Over pronation

ฮั้วใช้รองเท้า PureFlow2 มาก่อนและก็รู้สึกชอบรองเท้าแบบที่พื้นไม่หนา รุ่น PureFlow2 (ขอเรียกสั้น ๆ ว่า PF2) นั้น กระชับกับเท้า เบา และนุ่มเด้งดึ๋งดี หน้าเท้ากว้างไม่บีบรัด ที่เลือกใส่ PureFlow ก็เพราะเรื่องหน้าเท้าที่ค่อนข้างกว้างใน Pure Project (ซึ่งเป็นรองเท้าแบบ minimal ของ Brooks)

PureFlow3

PureFlow3

First Impression

รองเท้ารุ่น PureFlow3 (ขอเรียกสั้น ๆ ว่า PF3) นี้ทาง Brooks ส่งมาให้ทดลองใส่ แวบแรกที่เห็นคือ “เฮ้ย สีดำ” มันไม่ใช่สีประจำตัวของฮั้วเลย (ตอนนี้รู้สึกจะมีสีชมพูพิงค์สวยมากเลย) แต่ยังไงซะรีวิวนี้ไม่ได้หักคะแนนเรื่องสี หรือให้คะแนนพิเศษเพราะเป็นรองเท้าที่ทางแบรนด์ส่งมา เรามาว่ากันล้วน ๆ ที่เฉพาะตัวรองเท้าเลยค่ะ

มองเผิน ๆ ตัวรองเท้าไม่ได้ดูแตกต่างไปจากรุ่น PF2 เท่าไหร่นัก และความรู้สึกตอนวิ่งก็คล้าย ๆ กัน แต่ฮั้วรู้สึกถึงความกว้างของช่วง toebox มันลดลง ฮั้วว่าแคบกว่ารุ่นที่แล้วนิดหน่อย แต่ไม่ได้บีบรัดมากจนถึงขั้นใส่ไม่ได้นะคะ ยังพอมีที่ว่าง เพียงแต่น้อยกว่ารุ่นก่อนหน้าเท่านั้นเอง

พื้นรองเท้า PF3

พื้นรองเท้า

Specification

  • รองเท้าที่เหมาะกับคนที่ลงเท้าแบบ Neutral
  • 4 mm heel to toe drop
  • BioMoGo DNA ในช่วง midsole ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยรองรับแรงกระแทกจากการวิ่งและยังเสริมแรงส่งในแต่ละก้าว ทำให้มี cushion ที่มากกว่าวัสดุทั่ว ๆ ไปถึง 30%
  • Rounded Heel เป็นการดีไซน์ตัวส้นรองเท้าให้มีรูปโค้งมน ซึ่งจะช่วยเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ
  • Nav-Band โอบตลอดช่วงหลังเท้า
  • Toe Flex ที่ช่วยให้วิ่งได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

เปรียบเทียบ PF2 และ PF3

ประสบการณ์การใช้งาน

Toebox และ Upper

เนื่องจากฮั้วใช้รุ่น PF2 วิ่งอยู่แล้ว ความรู้สึกของรองเท้าจึงไม่แตกต่างนัก แต่ความรู้สึกแรกคือเรื่องหน้าเท้าที่รู้สึกมีพื้นที่น้อยลง ถ้านักวิ่งที่ใส่ PF2 แล้วรู้สึกคับจะไม่เหมาะกับ PF3 เลย และเมื่อถ่ายรูปออกมาจะยิ่งเห็นว่าพื้นที่ด้านบนของ upper น้อยลง (ดูรูปประกอบ) ซึ่งมีความเสี่ยงที่เล็บเท้าจะเสียดสีกับตัวรองเท้าได้ง่าย (อันนี้เป็นข้อสังเกตแต่เล็บเท้าฮั้วไม่เคยโดนเสียดสีนะคะ น่าจะมาจากการที่ผ้า upper ของรุ่น PF3 นุ่มขึ้นด้วย)

พื้นที่น้อยลง

Tongue

สิ่งที่ชอบคือตัวลิ้นรองเท้าที่เปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนหน้า ทั้งสองรุ่นใช้ลิ้นรองเท้าแบบเดียวกันซึ่งจะเป็นแบบโอบตัวเท้า ทำให้ลิ้นไม่เคลื่อนที่ วิ่งแล้วก็ยังกระชับแนบกับเท้า ถึงแม้ว่าสเป็ครุ่นนี้จะเหมาะกับคนลงเท้าแบบ neutral แต่ฮั้วก็ไม่พบปัญหาแต่อย่างใด

สองรุ่นนี้จะโอบกันคนละด้าน ซึ่ง PF2 นั้นจะแนบจากด้านนอกเข้าด้านในอุ้งเท้า ซึ่งอาจจะทำให้หลวมหรือเคลื่อนที่นิดหน่อยสำหรับคนลงเท้าแบบ over-pronation (ฮั้วเป็นต้น)

แต่ตัว PF3 นั้นจะแนบจากด้านในออกด้านนอก ตรงนี้ฮั้วรู้สึกว่า PF3 ช่วยทำให้ตัวรองเท้าแนบชิดติดกับเท้าเรามากขึ้น และลิ้นก็ไม่ค่อยเคลื่อนที่ ทำให้รู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่รองเท้า เพราะตัวรองเท้าแนบชิดติดกับเท้าเหมือนเป็นเท้าของเรา

Nav-Band

ตัวนี้จะแตกต่างกันระหว่างสองรุ่นนี้ PF2 จะเป็นเส้นผ้า elastic โอบจากด้านนอกเริ่มต้นจากช่วงกลางเท้าไป แต่ PF3 จะเป็นเส้น silicone โอบเริ่มจากด้านนอกเข้าด้านในและโอบกระชับหลังเท้าทั้งหมด หลาย ๆ คนบอกว่าทำให้รู้สึกกระชับมากขึ้น แต่ส่วนนี้ฮั้วไม่รู้สึกว่าจะช่วยให้กระชับขึ้น อาจจะเพราะตัวลิ้นรองเท้าก็โอบพอดีเท้าฮั้วอยู่แล้วก็ได้

ความแตกต่างของลิ้นรองเท้า

Laces

ช่วงแรกๆ ที่ใช้ PF2 จะรู้สึกแปลก ๆ กับเชือกรองเท้าแบบเป็นคลื่น ๆ เพราะมันหนา ผูกยาก แต่พอใช้ไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าเชือกลักษณะแบบนี้ไม่ลื่น ไม่หลุดออกจากกัน ถ้าเป็นเชือกแบบปกติมักจะลื่นหลุดระหว่างวิ่งยาว แต่เชือกของ PureFlow จะแน่นดี ไม่หลุดเลย ซึ่งพอเป็นรุ่น PF3 ทาง Brooks ก็ยังใช้เชือกแบบเดิมอยู่

Heel Collar และ Ideal Heel

การบุผ้าช่วงส้นรองเท้าของรุ่น PF2 จะนุ่มสบาย แต่ตัว PF3 จะมีความนุ่มน้อยลง และช่วงส้นจะกระชับขึ้นนิดหน่อย (อาจจะรู้สึกบีบในช่วงแรก ๆ แต่ไม่รู้สึกเจ็บนะคะ)

Ideal Heel เป็นการดีไซน์ตรงช่วงพื้นส้นเท้าแบบใหม่ รูปทรงแบบ curve เหมือนส้นเท้าเรา ทำให้ช่วยลงเท้าแบบ midfoot แต่ปกติฮั้วลงเท้าแบบ midfoot อยู่แล้วเลยไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง

Outsole และ Midsole

พื้นรองเท้าทั้งสองรุ่นดูแตกต่างกัน การวางของ ToeFlex ด้านบนก็ดูกว้างขึ้น แต่บอกตามตรงฮั้วไม่รู้สึกว่าการ split ที่พื้นรองเท้า (ด้านในรองเท้าไม่ได้แยกกันเป็นพื้นแบบปกติ) จะช่วยให้รู้สึกว่าทรงตัวดีขึ้นอย่างเป็นสาระสำคัญ แต่อย่างน้อยการวางดีไซน์และวัสดุของพื้นรองเท้าแบบนี้ก็ยังรู้สึก flexible กว่ารองเท้าแบบพื้นหนาหรือแบบรองเท้ารูปทรงปกติ

อย่างนึงที่ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่าคือ PF3 จะเกาะพื้นถนนได้ดีขึ้นกว่า PF2 .. แต่ทั้งสองรุ่นก็ยังตกม้าตายกับการวิ่งพื้นถนนเปียก ๆ อยู่ดี (แต่ฮั้วชินแล้วค่ะ เลยจะระวังและพยายามทรงตัวเป็นพิเศษถ้าต้องวิ่งผ่านพื้นที่เปียกแฉะ เช่น โต๊ะน้ำตามงานแข่ง) แต่ถ้า Brooks สามารถแก้ตรงจุดนี้ได้ จะทำให้รองเท้า Brooks เพอร์เฟ็คมาก ๆ

ในส่วนของ BioMoGo DNA นั้นช่วยรองรับแรงกระแทก ตามสเป็คเค้าว่าสามารถซัพพอร์ตได้ทุกน้ำหนักและทุกความเร็ว ง่าย ๆ คือ ไม่ว่าจะวิ่งช้าหรือวิ่งเร็ว ไม่ว่าจะน้ำหนักเยอะหรือน้อย ก็จะซัพพอร์ตได้ดี ส่วนตัวแล้วฮั้วชอบที่ตัวรองเท้าให้ความรู้สึกเด้งดึ๋ง ๆ responsive ดี (เหมือนกันทั้งสองรุ่น) คือเวลาใส่รองเท้า Brooks วิ่งแล้วจะดึ๋งดั๋ง รู้สึกสนุก แต่ถ้าเป็นรองเท้าแบบปกติทั่วไปจะรู้สึกแปะ ๆ หนัก ๆ (อันนี้ต้องไปลองพิสูจน์เองว่ามันเด้งจริงไหม)

PF3 จะหนักกว่า PF2 นิดหน่อย (ถ้าไม่ชั่งดูก็ไม่รู้สึกค่ะ)

บทสรุป

  • ถ้าคุณอยากจะลองรองเท้าแบบ minimal แต่ไม่ทิ้งการซัพพอร์ทและ cushioning (ยังพอมีบ้าง ไม่หนามากเกินไป หรือบางเกินไป) หรือพยายามเปลี่ยนมาลองรองเท้าแบบ minimal คู่นี้เหมาะมาก
  • ถ้าคุณเป็นคนหน้าเท้ากว้างมากๆ รองเท้ารุ่นนี้อาจจะไม่เหมาะสำหรับคุณหรือจะสามารถใส่วิ่งได้แค่ฮาล์ฟมาราธอน (มากกว่านี้อาจจะรู้สึกคับเกินไป)
  • เหมาะกับคนที่ลงเท้าแบบ neutral แต่ฮั้วลงเท้าแบบ over-pronation ก็สามารถใช้ได้ และไม่พบอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด
  • รุ่นนี้เหมาะกับการซ้อมระยะกลางหรือใช้แข่งตั้งแต่ระยะมินิถึงฮาล์ฟ เพราะความกระชับของรองเท้าและความเบา ฮั้วใช้คู่นี้แข่งระยะฮาล์ฟบ่อย ๆ.. แต่ครั้งหน้าฮั้วว่าจะลองใส่ PureFlow4 ทดลองลงฟูลดูค่ะ (แล้วจะมาอัพเดตนะคะ)
  • รองเท้าคู่นี้ให้ความรู้สึกเบา ไม่เทอะทะ กระชับเข้ากับเท้า ยิ่งถ้าไม่มีปัญหาเรื่องหน้าเท้ากว้าง จะวิ่งสนุกกับคู่นี้แน่ ๆ
  • สิ่งที่ไม่ชอบ คือ เรื่องความลื่นเมื่อวิ่งผ่านพื้นเปียก และ toebox ที่แคบลงกว่ารุ่นก่อนหน้า (แต่ถ้าไม่เคยใส่รุ่นก่อนหน้า ก็คงไม่ติดใจอะไร)

จะว่าไป ฮั้วก็ใช้คู่นี้มาประมาณ 300 กิโลเมตรแล้ว ประมาณนึกอะไรไม่ออก อยากวิ่งสบาย ๆ หรือซ้อม tempo อยากใส่รองเท้าสบาย ๆ สำหรับซ้อมระยะฮาล์ฟ ฮั้วก็จะหยิบคู่นี้ประจำเลย .. เพื่อน ๆ ก็ลองไปทดลองใส่ดูตามร้านหรือเคาน์เตอร์ Brooks นะคะ

ป.ล. ขอขอบคุณ Brooks ที่ส่งรองเท้ามาให้ทดลองค่ะ

PureFlow3