รีวิว Brooks Transcend วิ่งสบายเหมือนวิ่งบนปุยเมฆ?
Brooks Transcend เป็นรองเท้ารุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในประเทศไทย มาลองดูโฆษณาของรุ่นนี้ก่อนนะ

ข้อมูลผู้ทดสอบ

เมื่อก่อนเป็นคนวิ่งลงส้น แต่หลังจากปรับมาซักพัก ตอนนี้เป็น mid-foot หรือบางครั้งก็เป็น forefoot .. อันนี้คือพิสูจน์จากพื้นรองเท้าที่เปลี่ยนไปจากคู่ก่อน ๆ (เพื่อน ๆ ลองตรวจสอบดูว่า ช่วงไหนที่สึกลึกกว่าที่อื่น ๆ)

แต่ถ้าเอาเป็นการเป็นงานก็ต้องมีการทดสอบ Gait Analysis ซึ่งฮั้วมีโอกาสไปทดสอบล่าสุดที่โตเกียวมาราธอน ผลออกมาคือเป็นนักวิ่งแบบ Over-Pronator หมายถึง การลงเท้าแบบบิดเข้าด้านใน (ดูตามรูปจะชัดมาก)

การลงเท้าแบบบิดใน

 ณ ช่วงที่ได้รับรองเท้า ฮั้วใช้ Brooks Pure Flow 2 และ Skechers Go Run 2 เป็นรองเท้าประจำ ซึ่งจะเป็นสไตล์ Minimalist

First Impression

ตอนแรกที่ได้อ่าน fact sheet เกี่ยวกับคุณสมบัติของรองเท้าคู่นี้บวกกับภาพโฆษณา ทำให้ฮั้วเข้าใจว่ารองเท้ารุ่นนี้จะนุ่ม เบา เหมือนวิ่งอยู่บนปุยเมฆ

เมื่อได้รับรองเท้าจริง ๆ เปิดโพละครั้งแรก สิ่งที่ชอบคือสีสันสดใสตามสไตล์รองเท้าสมัยใหม่ ซึ่งหลัง ๆ จะเห็นว่ารองเท้าของ Brooks จะเล่นสีค่อนข้างฉูดฉาด รองเท้าดูใหญ่ พอหยิบขึ้นมาก็รู้สึกหนักอยู่

สีสันสวยงาม

แต่สิ่งที่แปลกไปคือ พื้นด้านล่างของรองเท้าจะขยายเต็มตัวฐานของรองเท้า ซึ่งปกติแล้วจะไม่ค่อยเห็นในรองเท้าสไตล์ traditional ในใจก็สงสัยอยู่ว่าทำไมดีไซน์แปลกจัง

พื้นเรียบตลอดทั้งแผ่น

เอาล่ะ มาลองดู spec คร่าว ๆ ของรุ่นนี้กัน ตามรายละเอียดจะบอกว่า

  • Plush Upper เชือกที่ผูกรองเท้าจะมีช่องใส่อยู่ด้านนอกรองเท้า ซึ่งทำให้ลิ้นของรองเท้าแนบไปกับช่วงด้านบนของเท้าอย่างไม่อึดอัด
  • Ideal Pressure Zones เค้าว่าจะช่วงกระจายน้ำหนักของเท้าไปทั่วทั้งรองเท้า
  • Rounded Heel ช่วยทำให้การลงเท้าอย่างธรรมชาติและง่ายขึ้น
  • Guide Rails ช่วยทำให้การลงเท้ามั่นคงยิ่งขึ้น
  • Super DNA ให้การ support มากขึ้น 25% กว่ารุ่น BioMoGo DNA (ใช้ในรุ่น Pure Project)

คุณสมบัติของรุ่น Transcend

พอเหอะ สำหรับข้อมูลทางเทคนิคและ marketing .. ฮั้วก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก มีใครอ่านบ้าง ถามจริง 5555 เอาเป็นว่ารองเท้าดีแค่ไหน มันต้องลองวิ่งสถานเดียวเท่านั้น ถูกมะ!!

First Run – หนัก ลื่น สบาย

โอ้ .. “หนัก” เว้ยเฮ้ย อย่างที่บอกว่ารองเท้าซ้อมปกติฮั้วจะเป็นรุ่น minimal รองเท้าแบบปกติที่เคยใส่คือ ASICS Kayano 19 ซึ่งตอนนี้ก็ใส่วิ่งบนเทรดมิลหรือเดินมากกว่า ไม่ได้เอามาใช้ซ้อมปกติ .. พอใส่ Transcend เข้าไป จึงรู้สึกถึงความแตกต่างในเรื่องน้ำหนักอย่างชัดเจน

ถึงแม้จะหนัก ใหญ่ แต่ก็ไม่รู้สึกเทอะทะ อาจจะเพราะช่วง upper โอบอุ้ม กระชับเท้าดี และฐานรองเท้าไม่บานแบะ ๆ เหมือนรองเท้าวิ่งแบบหนา ๆ ทั่วไป รูปร่างจึงคล้ายกับรองเท้า minimal ที่แบน ๆ แต่เพิ่มความหนาเข้าไปแทน

เปรียบเทียบความหนา

ครั้งแรกที่ใส่ ฮั้วไปลองวิ่งที่สวนลุมระยะประมาณ 12 กิโลเมตร แต่เป็นการวิ่งช้า ๆ ประมาณเพซ 7 – 8 เพราะต้องการทำความคุ้นเคยกับสไตล์ที่เปลี่ยนไปด้วย

แต่สิ่งที่สังเกตุได้คือ “ความนุ่มสบาย” ของการซัพพอร์ทในช่วงการลงเท้า (แหงละ พื้นหนากว่าคู่ที่ใส่ประจำเป็นไหน ๆ) ..นุ่มแบบหนึบๆ ไม่ได้นุ่มเด้งๆ แบบใน Pure Flow 2 ..

และเสียงที่ดังในจังหวะการลงเท้า .. ดังแบบเพื่อนที่วิ่งข้าง ๆ หันมาถาม เพราะปกติเวลาฮั้วใส่ Skechers จะแทบไม่ได้ยินเสียงการลงเท้าเลย .. แต่เมื่อฮั้วไปเทียบเสียงกับการใส่ Brooks Pure Flow 2 ก็ได้ยินเสียงเหมือนกัน น่าจะเป็นตัววัสดุที่ทำพื้นรองเท้า ที่ทำให้เกิดเสียง

เนื่องจากฮั้วใส่ Pure Flow 2 อยู่แล้วและสังเกตุว่าเวลาวิ่งผ่านพื้นลาดยางที่เปียก ๆ จะค่อนข้างลื่น เลยทำการทดสอบวิ่งผ่านพื้นลาดยางที่เปียก ๆ ในสวนลุมนั่นแหละ และผลคือ “ลื่น” เหมือนกันเลย .. ฮั้วได้ลองวิ่งบนพื้นปูนซีเมนต์และพื้นลาดยางแล้ว รองเท้าจะมีปัญหาถ้าพื้นเปียกน้ำ จะลื่นขึ้น ทำให้ทรงตัวลำบากเหมือนกัน

ความสงสัยเรื่องน้ำหนัก ทำให้ฮั้วเอารองเท้าทั้งหมดมาลองชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบดู เอาแบบที่ใส่ประจำตอนนั้น (เป็นน้ำหนักของรองเท้าสองข้าง)

  • Skechers Go Run 2 – 300 กรัม (ไซส์ US9) – 4 mm heel drop
  • Brooks Pure Flow 2 – 414 กรัม (ไซส์ US8.5) – 4 mm heel drop
  • ASICS Gel Kayano 19 – 542 กรัม (ไซส์ US8) – 10 mm heel drop
  • Brooks Transcend – 594 กรัม (ไซส์ US8.5) – 8 mm heel drop

ป.ล. เอาตัว Kayano19 มาเปรียบเทียบเพราะอยู่ประเภทรองเท้าแบบเดียวกัน

น้ำหนักของรองเท้า

พอมาช่วงปีใหม่ ฮั้วมีอาการบาดเจ็บทำให้ซ้อมลงน้อยมาก แต่ยังใช้ Transcend ในการวิ่งช้า ๆ ระยะประมาณ 3 – 6 กิโลเมตร แต่ไม่มีโอกาสได้ซ้อม interval หรือทดสอบความเร็วกับคู่นี้เท่าไหร่นัก

ฮั้วยังใช้คู่นี้เดินช็อปปิ้ง เดินทางไกล ๆ หรือเดินเยอะ ๆ เพราะถึงแม้จะน้ำหนักจะมากกว่าคู่อื่น ๆ แต่เมื่อใส่จนชินขาแล้ว ก็ไม่รู้สึกหนักแต่อย่างใด (เพราะพอไม่ได้ซ้อม ก็ไม่ได้นำความรู้สึกตอนใส่คู่เบา ๆ มาเปรียบเทียบ) และถึงแม้จะเดินนาน ๆ ก็ไม่รู้สึกเมื่อยอุ้งเท้าเลย รู้สึกว่ารองเท้าซัพพอร์ททั้งเท้า กระจายน้ำหนักเท้าได้จริง ๆ (แถมสียังจี๊ดขนาดนี้)

หลากหลายสี

Injury Recovery Run

พอหลังจากอาการดีขึ้น ตอนนี้ฮั้วใช้คู่นี้เป็นหลัก เพราะจากอาการบาดเจ็บ ก็เลยต้องการการซัพพอร์ทเพิ่มขึ้น เมื่อได้ใช้คู่นี้วิ่งเป็นประจำ ก็พบว่ารองเท้าซัพพอร์ทดีจริง ๆ และด้วยความนุ่มทำให้วิ่งสบายขึ้น .. บางครั้งก็มีบ้างที่ขึ้เกียจคุมการลงเท้า มีหลุดวิ่งด้วยส้นเท้าบ้าง ก็ยังมีซัพพอร์ทช่วงส้นเท้าที่ทำให้วิ่งไม่ลำบากนัก (เมื่อเทียบกับแบบ minimal ที่ไม่มีการซัพพอร์ทถ้าเผลอวิ่งลงส้น) หรือนี่คือ คุณสมบัติ rounded heel อย่างที่สเป็คเขียนไว้

ช่วงที่วิ่งจะรู้สึกได้รับการซัพพอร์ท (หรือ stability) ช่วงอุ้งเท้าด้วย คือถ้าการลงเท้าเป็นแบบบิดใน (over-pronation) เวลาวิ่งจะทำให้ข้อเท้าบิด แต่กับคู่นี้รู้สึกจะช่วยซัพพอร์ทช่วงการบิดได้ดี หรือนี่คือหน้าที่ของฐานรองเท้าแปลก ๆ ที่สงสัยตอนแรก

เปรียบเทียบ support ช่วงอุ้งเท้า

ช่วงหน้าเท้าหรือ Toe box ค่อนข้างกว้าง เหลือพื้นที่ด้านข้างให้นิ้วเท้าขยาย และเหลือพื้นที่ด้านบนไว้ให้ขยับเขยื้อน ตัวรองเท้าค่อนข้างกระชับแต่ไม่รู้สึกบีบรัดจนอึดอัด แต่ถ้าปกติใส่ถุงเท้าหนา ฮั้วว่าถ้าเพิ่มขนาดอีกครึ่งไซส์ น่าจะใส่สบายขึ้น

สิ่งที่ชอบอีกอย่างคือ “ลิ้นรองเท้า” ที่เย็บติดกับตัวรองเท้าด้านใน ทำให้เวลาวิ่งแล้วตัวลิ้นรองเท้าไม่ขยับเขยื้อนไปมา ช่วงหุ้มข้อเท้าค่อนข้างหนา ให้ความรู้สึกโอบกระชับทั้งข้อเท้า

ช่วงลิ้นรองเท้าจะเย็บติดกับรองเท้า

เท่าที่ลองวิ่งทดสอบกับพื้นหลาย ๆ แบบ ไม่ว่าจะเป็นพื้นปูนซีเมนต์ พื้นลาดยาง พื้นเทรลหน่อย ๆ วิ่งบนเทรดมิล แต่ไม่ได้ลองพื้นลู่สนามกีฬา .. ส่วนตัวหลังจากเจ็บจะพยายามเลี่ยงการวิ่งพื้นปูนซีเมนต์เพราะแข็งและจะสะท้านขามาก แต่มีวันนึงมีเหตุจำเป็นที่ต้องวิ่งพื้นปูน ฮั้วกลับไม่รู้สึกเจ็บขาเลย สามารถกดความเร็วได้ด้วย .. แต่ต้องระวังการวิ่งผ่านพื้นที่เปียกน้ำ เพราะไม่เกาะถนนเลย ..

วิ่งสั้น ๆ บนพื้นปูนซีเมนต์

ส่วนการวิ่งบนพื้นขรุขระ พื้นดิน หรือเทรลหน่อย ๆ อาจจะต้องระวังเรื่องการพลิกของรองเท้าค่อนข้างมาก .. ฮั้ววิ่งนิดหน่อย ไม่ได้ทดสอบเต็ม ๆ เพราะต้องระวังอาการบาดเจ็บอยู่

บทสรุป

  • ถ้าคุณเป็นคนใส่รองเท้าสไตล์ปกติ (traditional running shoes) พื้นหนา ๆ ซัพพอร์ทเยอะ ๆ รองเท้าคู่นี้เหมาะมาก เพราะมีทั้ง support และ stability ช่วยให้การวิ่งนุ่ม สบาย จะเหมาะกับการซ้อมวิ่งระยะไกล (ขอบอกว่าเทียบได้กับรุ่น ASICS Gel Kayano)
  • ถ้าคุณเป็นคนใส่รองเท้าสไตล์บาง minimal คงต้องทำใจกับความหนัก ความใหญ่ ความหนาของรองเท้า คงต้องทำความคุ้นเคยซักพัก แต่ถ้าต้องการรองเท้าซ้อมระยะไกล ๆ ที่มีซัพพอร์ท แต่ไม่ต้องการรองเท้าปกติที่มี heel drop เยอะ ๆ .. รุ่นนี้กับ 8 mm heel drop น่าจะพอไหวอยู่
  • เหมาะกับคนที่วิ่งแบบ over-pronation หรือวิ่งแบบ neutral เพราะด้านในค่อนข้างซัพพอร์ทช่วงอุ้งเท้าด้วย
  • รุ่นนี้เหมาะกับการซ้อมระยะไกล เช่นซ้อมเพื่อฟูล ซ้อมเพื่ออัลตร้า .. เหตุผลเพราะ (โดยส่วนตัว) เมื่อซ้อมระยะไกล ๆ ร่างกายและขาจะมีเมื่อยและล้าในระหว่างวิ่ง บางครั้งจะมีการเปลี่ยนมุมการลงเท้า ลงหน้าเท้าบ้าง ส้นเท้าบ้าง กลางเท้าบ้าง รุ่นนี้น่าจะซัพพอร์ทได้ทุกการเคลื่อนไหว
  • รองเท้าจะดูค่อนข้างหนา ใหญ่ แต่ไม่รู้สึกเทอะทะ รูปทรงไม่บานออกข้างมาก
  • สิ่งที่ไม่ชอบ คือ น้ำหนักที่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับรองเท้าสไตล์ Minimalist ที่ชอบเป็นส่วนตัว และความลื่นเมื่อต้องวิ่งผ่านพื้นที่เปียกน้ำ
  • เชือกผูกรองเท้าสั้นไปหน่อย แต่เมื่อผูกแล้วไม่ลื่นหลุดระหว่างวิ่ง
  • ราคาปกติ 6,195 บาท โดยส่วนตัวคิดว่าราคาสูงไปค่ะ แต่ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน ก็นับว่าคุ้มค่าค่ะ
ฮั้วพยายามจะรีวิวให้ครบทุกแง่มุมที่พอจะทำได้ แต่เนื่องด้วยอาการบาดเจ็บ จึงทำให้ไม่สามารถทดสอบเรื่องการวิ่งแบบใช้ความเร็ว หรือวิ่งระยะไกล ๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ ต้องขอโทษเพื่อน ๆ ด้วยนะคะ

ถึงแม้รองเท้าคู่นี้ได้รับการสนับสนุนจาก Brooks Thailand แต่ทางบรูกส์ให้อิสระในการรีวิวอย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา

ป.ล. ถ้าวิ่งระยะไกลได้เมื่อไหร่ จะเข้ามา edit เพิ่มเติมนะคะ