จอมบึงมาราธอน 2014 หนึ่งในสนามวิ่งยอดเยี่ยมในไทย

19 มกราคม 2557
หนึ่งปีเวียนมาบรรจบอีกครั้ง ปีที่แล้วสนามจอมบึงเป็นสนามแรกที่กลับมาวิ่งหลังจากหยุดรักษาอาการเจ็บไปกว่าสองเดือน ในเมื่อเป็นหนึ่งในสนามที่ประทับใจสุด ๆ ปีนี้เลยต้องกลับมาเยี่ยม

ป.ล. รีวิวของปีที่แล้ว รีวิวจอมบึงมาราธอน 2013

ตอนแรกที่สมัครสนามนี้ก็เพราะอยากมาวิ่งในสนามที่อากาศเย็น ๆ ปีที่แล้ว 10 กิโลก็ประทับใจ แล้วปีนี้ลงฮาล์ฟจะต้องเจ๋งเป้งมาก ๆ .. แต่ร่างกายไม่พร้อมเสียเลย หลังจากไปวิ่งเทรลที่เขาไม้แก้วในสัปดาห์ก่อนหน้าวันอาทิตย์ 12 ม.ค. วันจันทร์ควรจะเบา ๆ แต่ปวดขาเลยพัก .. วันอังคารซ้อมตามตารางและวันนั้นก็ซ้อมได้ดีเลย รู้สึกดีมาก ๆ แต่วันรุ่งขึ้น เอ๊ะ ทำไมปวดขาอีกแล้ว หลังจากนั้นก็หยุดซ้อมเลย ..รู้สึกว่าขามันแปลก ๆ ไม่ใช่ละอาการปวดธรรมดาละ

ป.ล. รีวิว Columbia Trail Master 2014 VI วิ่งเทรลแบบโหด ๆ กับ Columbia Trail Masters 2014 (Ep.VI) 

เหตุจากอาการปวดขา ฮั้วจึงไปงานนี้ด้วยอาการค่อนข้างประหม่ามาก ไม่มั่นใจจริง ๆ ว่าจะวิ่งได้ครบ แต่ครูบอกให้มั่นใจ ฮั้วทำได้ จึงตั้งมั่นใหม่ มั่นใจหน่อยสิว่าที่ซ้อมมามันน่าจะมีความฟิตหลงเหลืออยู่ ถ้าปวดขามากก็เดินเอาละกัน

อุปกรณ์ออกศึก

ทริปนี้จองที่พักไว้จุดสตาร์ท ห่างไปประมาณ 3 กิโลเมตร เลยไม่ต้องรีบเหมือนปีที่แล้วที่นอนที่สวนผึ้งต้องขับรถมาไกล พอหาที่จอดได้ ก็วิ่งวอร์มไปเรื่อย ๆ (ครูบอกให้วอร์มเยอะ ๆ ร่างกายจะได้พร้อม จะได้ไม่ปวดขา) แต่วอร์มได้แค่กิโลนิด ๆ รู้สึกปวดขาหนัก ๆ เลยหยุดดีกว่า กลัวจะไม่ได้แม้กระทั่งเริ่มวิ่ง .. ในใจก็หวั่นไหว กลัวจะไม่วิ่งไม่ตลอด แต่ก็พาตัวเองไปยืนในคอกจุดสตาร์ทจนได้

น้อง ๆ เค้ามาซ้อมกันตั้งแต่วันเสาร์

ก่อนเริ่มวิ่งก็ทำสมาธิกับตัวเองนิดหน่อย ทำข้อตกลงกับตัวเองว่า “จะพยายามวิ่งประคองในแต่ละกิโลเมตร เราจะทำวันนี้ให้ดีที่สุดในแต่ละกิโลเมตร”.. อากาศวันนี้คงหนาว แต่ฮั้วรู้สึกร้อน ร้อนจนเหงื่อออก อาจจะเพราะใส่เสื้อแขนยาวมาพร้อมหรือเปล่าไม่รู้

พอสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น ฮั้วก็วิ่งตามเพื่อน ๆ นักวิ่งไป และพยายามหาที่ว่าง ๆ ที่ไม่เกะกะใคร เพื่อจะได้วิ่งในเพซของตัวเอง วันนี้คิดเพซไว้ในใจ จะพยายามวิ่งเพซ 5:30 ในระยะ 10 กิโลเมตร หลังจากนั้นค่อยดูสภาพอีกที

แรก ๆ อาการปวดขายังมี แต่คิดว่าน่าจะวอร์มไม่พอ ร่างกายยังอบอุ่นไม่ได้ที่ จึงค่อย ๆ ประคองร่างกายและการหายใจไปเรื่อย ๆ ผ่านตลาด อาการกระตุกแรกก็มา จะเรียกว่าขากระตุกก็ไม่แน่ใจนัก

ปัญหาของฮั้วเริ่มจากปวดน่องขวาด้านนอกมาก ๆ เคยลองกดดูเป็นก้อนอยู่ข้างใน ครูเคยกดให้หลายครั้ง ก็ดีขึ้น แต่ก็กลับมาอีก พักวิ่งไปสองอาทิตย์ช่วงปีใหม่ พอกลับมาวิ่งก็เกิดอาการอีก ก็เลยซ้อม ๆ หยุด ๆ เรื่อยมา

แต่พอวันนี้มันไม่ใช่แค่น่องแล้ว มันร้าวช่วงขาด้านล่าง ตั้งแต่หน้าแข้ง น่อง ข้อเท้า .. อาการตอนวิ่งคือ พอลงขาขวา จะไม่มีแรงขาช่วยในการทรงตัว เหมือนใครเอาค้อนมาทุบขาจนขาขวาพับลงมา .. พอเกิดอาการ ฮั้วก็ต้องใช้ขาซ้ายช่วยในการทรงตัวไม่ให้ร่วง ชะลอความเร็วจนกลับมาดีขึ้น

ความสุขกับความทุกข์ห่างกันแค่ช่วงก้าว 

วิ่งครั้งนี้จะเรียกว่าสุขก็สุข จะเรียกว่าทุกข์ก็ได้ .. ที่สุขคือรู้สึกถึงสมาธิขั้นสูงสุดที่ฮั้วพอจะมีได้ ในการควบคุมร่างกายทั้งหมด หาจังหวะการลงเท้าที่จะประคองตัวไปได้ทุกการก้าวขา เพื่อไม่ให้ขาขวารับแรงมากเกินไป และเพื่อหาจังหวะว่าการลงเท้าแบบไหนที่จะทำให้เกิดอาการ .. ครั้งนี้จึงเป็นการวิ่งที่มีสติทุกย่างก้าวจริง ๆ

ในส่วนที่ทุกข์ก็คือวิ่งไป ปวดขาไป บางจังหวะก็ไม่ปวดเลยก็สามารถไปนิ่ง ๆ รักษาเพซที่ตั้งใจไว้ได้ยาวเป็นกิโล แต่เมื่อจังหวะที่อาการกลับกระตุกกลับมา ก็แทบจะล้มทั้งวิ่ง ก็คอยลดจังหวะลงมา ในใจก็ระแวงว่าถ้าลงผิดท่าขึ้นมา ขาซ้ายจะเจ็บไปด้วย และที่สำคัญกลัวจะล้มไปโดนคนอื่น ๆ .. เป็นการวิ่งที่ทรมานที่สุดนับตั้งแต่เคยวิ่งมา

แต่ในด้านความเหนื่อย อาการหายใจ ยังปกติ สามารถประคองไปได้ แต่ปัญหาคือขาที่กระตุกบ่อย .. เมื่อวิ่งใกล้จุดที่ต้องเลี้ยวซ้ายตัดเข้าจอมบึง (ซึ่งเป็นทางของระยะ 10 กิโลปีที่แล้ว) ดันเกิดขากระตุกอย่างแรงขึ้นครั้งแรก คราวนี้มีเป๋ เกิดคำถามขึ้นในใจ “ควรจะเลี้ยวซ้ายเลยดีไหม?

ถกในใจไปกว่า 400 เมตร ว่าควรจะทนวิ่งไปแบบนี้เรื่อย ๆ แล้วถ้าล้มล่ะ หรือจะหักซ้ายขอยอมแพ้เลยดี .. อีกใจนึงก็ว่า วิ่งไปเถอะ เดินก็ได้ พยายามให้ถึงเส้นชัยดีกว่า ถ้าล้มจริง ๆ ก็แค่อายเข้านิดหน่อย (เพราะสภาพคงเยินมิใช่น้อย) แต่ได้ขึ้นรถพยาบาลเชียวนะ เท่จะตาย ^_^

เถียงไปมาจนถึงโค้งจริง ๆ ก็ตัดสินใจวิ่งตามทางต่อไป ตายเป็นตายวะ

ระหว่างทางที่ฮั้วบ้า ๆ บอ ๆ กับขาของตัวเอง ก็มีน้อง ๆ กองเชียร์ตามทาง น้อง ๆ มาเต้นรำ เชียร์พวกพี่ ๆ นักวิ่ง .. บางจุดก็มีโต๊ะน้ำโผล่ขึ้นมาทุก 1 กิโลซะงั้น มาวิ่งที่นี่ ไม่ต้องกลัวน้ำหมดนะ .. เสียดายที่มืดไปหน่อย ไฟข้างถนนก็ไม่มี ไม่ได้เห็นหน้าน้อง ๆ ชัด ๆ เลย

ภาพจาก shutter running

จุดกลับตัวช่างแสนไกล

นาฬิกาเตือน 10 กิโลแล้วยังไม่เห็นป้ายกลับตัวเลย ใจที่เคยฮึดเริ่มท้ออีกครั้งเมื่อมีการกระตุกอย่างแรงครั้งที่สอง ครั้งนี้แรงมากถึงขั้นยอมลดเพซมาเกือบแตะ 6 เลยเชียว (ทั้ง ๆ ที่วิ่งมาได้นิ่ง ๆ ตั้งนาน) ตอนนี้เริ่มกลัวนิด ๆ ทางก็มืด ไม่เห็นรถพยาบาลซักคัน กลับตัวตรงไหนก็ไม่รู้ คงต้องหาที่ทางนั่งแถว ๆ นี้ซะล่ะมั๊ง

แต่พอลดเพซลงมาขาก็โอเคอีก ช่วงนี้เริ่มเห็นคนวิ่งกลับตัวมา จุดกลับตัวที่นี่อยู่เกือบกิโลที่ 14 และหลังจากที่เกิดอาการเมื่อกิโล 10 กว่า ๆ ก็ไม่เกิดอาการอีก ช่วงนี้เลยทำจังหวะได้ดี เริ่มลองเพิ่มความเร็ว แตะประมาณเพซ 5:10 – 5:15 ลองประคองมาเรื่อย ผ่านกลับตัวมาก็ยังโอเค เริ่มสนุกขึ้นอีกครั้งที่ได้เห็นว่าขาเรายังทนได้ ไหนลองปั่นอีกนิดซิ

ช่วงถอดใจ 

จำได้ว่าผ่านวิ่งสวนกับน้องกวาง แล้วน้องกวางถามว่า “จุดกลับตัวอีกไกลมั๊ย พี่ฮั้ว” .. ฮั้วตอบกลับไปว่า “อีกไกล” (เอ่อ เค้าโกหกไม่เป็นอะนะ) จนพี่ ๆ ผู้ชายที่วิ่งตามข้างหลังหัวเราะกันใหญ่ มีแซวว่า “ถ้าบอกว่าอีกนิดจะได้มีกำลังใจนะ น้องเค้ากรี๊ดซะยาวเลย” .. แล้วก็คุยเม้าธ์กันไป .. คือไม่แน่ใจว่าพวกพี่ ๆ จะรู้หรือเปล่าว่า ฮั้วได้ยินทุกคำพูดนะ ถึงแม้จะใส่หูฟัง แต่ไม่ได้เปิดเพลงดังเลยนะ

วิ่งผ่านพระที่พรหมน้ำให้พร .. ถึงจะวิ่งอยู่ด้านไหนก็ขอลดจังหวะ รับน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลซักหน่อย จะหาที่ไหนได้อีก บรรยากาศการวิ่งรับน้ำมนต์ .. จอมบึงเท่านั้นนะคะ

ภาพจาก shutter running

นาฬิกาบอกว่ากิโลที่ 16 .. โห อีกตั้ง 5 กิโล ทนอีกนิด ไม่ได้กระตุกมาซักพักละ น่าจะพอไหวจนจบ ..คิดได้ไม่นาน มันก็มาเลย คราวนี้แรงที่สุด ไม่แน่ใจว่าอาจจะเป็นเพราะชะล่าใจที่เห็นว่าไม่เป็นอะไรมาซักพักแล้วหรือเปล่า เลยค่อย ๆ ปล่อยใจ ไม่ได้คุมร่างกายอย่างเคย จนลงก้าวนั้น .. ก้าวที่ทำให้เกือบล้ม เซจนพี่ ๆ กลุ่มนั้นบอกว่า เฮ้ย ๆ หลบน้อง เดี๋ยวเค้าชน .. แล้วก็วิ่งแซงผ่านไป

เอ่อ พี่คะ จะรู้ไหมคะว่าไม่ได้ตั้งใจจะล้มนะ พี่ก็อย่าวิ่งติดหลังนักซิ !!

พอละ !! พอกันที ขอแค่ประคองเข้าเป็นพอ ลดความเร็วลงมา รักษาร่างกายให้อยู่รอดจนถึงเส้นชัยดีกว่า .. จังหวะนั้นเองก็มีคู่รักหนึ่งคู่มาช่วยชีวิตไว้ น้องเฟิร์นเข้ามาโฉบด้วยจักรยานก่อน แล้วก็ตามมาด้วยคุณกฤต .. เลยขอเกาะคู่นี้แหละ ขอตามไปเรื่อย ๆ นะจ๊ะ ^_^

เสียงกรี๊ดที่ไม่ใช่ของเรา

การที่ได้วิ่งตามดาราที่มีชื่อเสียงนี่ก็ดีนะ ตลอดระยะเวลา 5 กิโลที่วิ่งตามมา จะได้ยินเสียงกรี๊ดดังลั่นมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ จากน้อง ๆ กองเชียร์ ที่ปกติก็น่ารักเชียร์นักวิ่งทุกคนอยู่แล้ว แต่พอเจอคุณกฤต เสียงเชียร์จากระดับปกติก็กลายเป็นเสียงกรี๊ดสะนั่น ทำให้นักวิ่งด้านหลังอย่างฮั้วได้รับเสียงเชียร์นั้นด้วย รู้ทั้งรู้ว่าน้องเค้าไม่ได้กรี๊ดเรา แต่จังหวะที่จะหมดใจ มันก็ช่วยได้เยอะนะ (ว่าแต่ว่าเข้าใจหัวอกดาราเลยอะ แก้วหูต้องทนทานอย่างมาก)

จังหวะที่มาบรรจบกับนักวิ่งระยะ 10 กิโล ช่วงนี้เริ่มเร่งได้อีกครั้ง เพราะน้อง ๆ เยอะจริง ๆ ฮั้วไม่ชอบวิ่ง ๆ หยุด ๆ เลยพยายามหาช่องเร่งตามคุณกฤตขึ้นไป .. แต่พอเห็นคุณกฤตกับน้องเฟิร์นแยกออกมาด้านซ้าย ก็รู้ได้เลยว่าชัตเตอร์รันนิ่งอยู่ข้างหน้าแน่ ๆ เลยทิ้งชะลอทิ้งระยะห่างซักหน่อย จะได้มีจังหวะเข้ากล้องชัด ๆ .. (อะนะ มาวิ่งก็ต้องการรูปสวย ๆ ใช่ไหม สถิติไม่ใช่เรื่องสำคัญ 555)

เมื่อเห็นว่าคู่รักผ่านไปแล้ว เลยฉีกออกบ้าง ได้มาหนึ่งแชะกับโปรตุ้ม (เคยบอกแล้วใช่ไหม ว่านักวิ่งก็ต้องหามุมให้โปรเค้าจับภาพได้ทัน .. อย่าอยู่หลังนักวิ่งคนอื่น ถ้ามีที่ว่างฉีกตัวออกมานะ จัดท่าทางง่าย ๆ ให้แบบกดแชะแล้วชัด ติด ประทับใจ ไม่เป็นรูปมือไม้เบลอๆ) .. แชะสองกับโปรธันวา (ถ้าจำไม่ผิด) .. และแชะสุดท้ายกับโปรรุจน์ .. พี่ ๆ เค้าอยู่ห่างกันนะ แต่ต้องมองหาดี ๆ และหาจังหวะเข้ากล้องให้ได้ ^_^

ภาพจากพี่เหมียว

ช่วงนี้ต้องขอบคุณพี่เหมียวด้วย เพราะได้มาป๊ะกันตรงนี้ พี่เหมียวมีอาการบาดเจ็บที่เข่า ทำให้วิ่งไม่ได้ แต่ก็ยังมีสปิริตมาวิ่งทั้งที่ยังใส่เครื่องดามขา (เรียกถูกหรือเปล่า) พอเห็นพี่เค้ากระย่องกระแย่งค่อย ๆ ไปข้างหน้า แล้วเราล่ะจะยอมแพ้ได้อย่างไร หลังจากหันไปให้กำลังใจพี่เหมียวแล้วฮั้วก็วิ่งหนีไปอย่างเร็ว (อ้าว)

พอเลี้ยวขวาโค้งสุดท้ายตรงถ้ำ โค้งสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัย เลยพยายามเร่งสปีดขึ้นมา แต่ยังต้องพยายามคุมการวางขาไม่ให้พลาด เพราะมากระตุกแล้วล้มแถว ๆ นี้มันไม่งาม กล้องเยอะแยะเต็มไปหมด

ในที่สุดก็เข้าเส้นชัย .. ที่สุดของแจ้คือความปลื้มและภูมิใจที่ไม่ได้ยอมแพ้ตั้งแต่แรก ๆ คิดได้ไงฟะว่าเลี้ยวกลับเข้าจอมบึง .. เราก็ทำได้นี่นา เราทำเต็มที่แล้ววันนี้ .. เมื่อกดหยุดเวลาที่นาฬิกาก็เห็นว่า เฮ้ย นี่มัน new PB เลยนะ ได้มาแบบงง ๆ.. และงงขึ้นไปอีกเมื่อมีเจ้าหน้าที่เอาป้ายที่ 3 มาให้ .. โห จริงอะ เย้ ๆๆๆๆ

หลังจากลงทะเบียนชื่อเรื่องลำดับแล้ว คนแรกที่มองหาคือ “ครูดิน” อยากเจอครู อยากบอกข่าวดีว่าซ้อมมาสี่เดือนไม่สูญเปล่านะ .. ฮั้วไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ แต่เมื่อทำได้ก็อยากให้ครูรับรู้ .. ได้เจอกับครูใกล้ ๆ เต๊นท์นิตยสาร Thai Jogging เล่าอาการให้ครูฟัง เล่าว่าวิ่งมายังไง เล่าว่าได้รางวัลด้วยนะ .. หลังจากที่ครูแสดงความยินดีและดูอาการเบื้องต้นให้แล้ว ครูถาม “คูลดาวน์ยัง”.. 555 มัวแต่ดีใจ ลืมสนิทเลย ^_^

สุดท้ายก็ไม่ได้คูลดาวน์ด้วยการวิ่ง .. แต่คูลดาวน์ด้วยการเดินไปกินไปนะคะ อ้อ แล้วยืดเหยียดด้วย ไม่ได้ลืมนะ

ภาพจากน้องเส่ง

สรุปตัวงานครั้งนี้

  • งาน Expo ที่นี่เตรียมสถานที่ไว้ใหญ่มาก การรับเบอร์และเสื้อก็เร็วดี เสื้อปีนี้สวยดีด้วย
  • ในงานมีเต๊นท์ขายของเพียบ ไม่แน่ใจว่าของแท้หรือเปล่า แต่ราคาไม่แพงเลย เสื้อแขนยาวน่าจะขายดีสุด
  • ห้องน้ำที่จุดสตาร์ทไม่ค่อยมี เมื่อเทียบกับจำนวนคน หาก็ยาก .. ระหว่างทางวิ่งก็ไม่มีห้องน้ำ แต่ช่างเถอะ ไม่อยากคาดหวังกับเรื่องนี้ละ ถ้างานไหนมีนะ ขอเชียร์สุดใจ
  • น้ำครบทุกสองกิโล และมีซุ้มพิเศษจากน้ำใจชาวบ้านด้วย ชุมชนนี้น่ารักจริง ๆ
  •  ป้ายหลักกิโลมีครบบอกระยะทุกหนึ่งกิโล ไม่คลาดเคลื่อนมาก ถือว่าเป๊ะใช้ได้เลย
  • การสมัครสามารถสมัครได้หลายช่องทาง แต่ฮั้วสมัครผ่านการตั้งโต๊ะตามงาน ตอนแรกมีสะกดชื่อผิดพลาด แต่ทักท้วงไป ทางผู้จัดก็แก้ไขให้อย่างเร็ว
  • งานนี้ระยะ 21 ขึ้นไปมีใช้ชิพจับเวลา ทำให้มีสถิติขึ้นในระบบนักวิ่งไทย
  • รอบนี้คนค่อนข้างเยอะ ทำให้ต้องใช้เวลารออาหารค่อนข้างนาน หลังวิ่งเสร็จหาซุ้มน้ำดื่มยากมาก มองไปทางไหนก็เจอแต่คน
  • บริเวณช่วงหลังเส้นชัย สถานที่ไม่ค่อยกว้างเมื่อเทียบกับจำนวนคน ป้ายบอกทางก็ไม่มี ต้องเดา ๆ ว่าไปเอาอาหารตรงไหน .. ถ้าเป็นไปได้น่าจะลองเปลี่ยนจุดสตาร์ท/เส้นชัย เพื่อรองรับคนที่เยอะกว่านี้ในอนาคต
  • พิธีการรับถ้วย ใช้เวลานานมาก หนึ่งเพราะพนักงานที่โต๊ะลงทะเบียนนักวิ่งก็ไม่รู้ว่าต้องไปรับถ้วยตรงไหน (คือไปถามแล้ว เค้าบอกเค้าไม่รู้ ฮั้วก็นึกว่าจะมีการประกาศเรียก) แต่จริง ๆ แล้วต้องไปยืนรอในห้องประชุมเอง .. คาดว่าน่าจะมีหลายคนไม่รู้เช่นกัน ก็รอคนโน้นที รอคนนี้ที ไม่ได้ขึ้นรับซะที พิธีการตรงนี้ถือว่าแย่มาก นักวิ่งต้องรอนานกว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะได้รับถ้วย บางคนเกือบตกรถที่ต้องเดินทางกลับ
New PB

เอ้อ.. ปีหน้าก็คงกลับมาสนามนี้อีกครั้ง แต่ระยะที่ลงยังไม่ตัดสินใจ แต่ที่แน่ ๆ เจอกันปีหน้านะจ๊ะ จอมบึง ^_^