เกือบตายจากภาวะขาดน้ำ

จากคราวที่แล้วที่แพลม ๆ ไว้ว่ามีเรื่องจะเล่าเพิ่มเติมจากการที่ไปซ้อมวิ่งเพื่อ Adidas King of The Road 2013 (รีวิวงาน Adidas King Of The Road Thailand 2013) ขอเล่าย้อนนิด ๆ .. คือกลุ่ม Crazy Running จัดเพซเซอร์สำหรับระยะ 16.8 กิโลที่งานนี้ แล้วฮั้วได้เป็นเพซเซอร์ 7 ซึ่งหมายถึงจะต้องวิ่งด้วยความเร็ว 7 นาทีต่อกิโลเมตร

ตอนที่ได้ก็รู้สึกท้าทายมาก เพราะหลังจากมาราธอนที่ภูเก็ต (เดือนมิ.ย.) ก็แทบไม่ได้ซ้อมวิ่งยาวอีกเลย และวิ่งน้อยลงมาก (เฉลี่ยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แบบระยะสั้น ๆ ไม่เกิน 5 ก.ม.ต่อครั้ง) อาจจะเพราะอยากให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง หรือจริง ๆ แล้วคือ “ขี้เกียจ” นั่นเอง

ยังไงซะเมื่อได้รับมอบหมายก็ต้องทำให้ดีที่สุด สนามเส้นสุวรรณภูมินี้ ฮั้วมาปั่นจักรยานทุกสุดสัปดาห์ ก็พอจะรู้เส้นทางดี แต่ยังไม่เคยมาวิ่งที่นี่เลย .. หลังจากได้ไปลองซ้อมเรียกพลังและทดสอบความเร็วที่สวนหลวงมาด้วยระยะนี้และความเร็วนี้ ก็เลยอยากลองที่สนามจริงซักหน่อย ว่าจะทำได้ไหม

วันที่ไปก็เรียกว่าน่าจะประมาทตัวเองพอสมควร ไปตอนเย็นหลังเลิกงาน และไม่ได้เตรียมตัวเรื่องอาหารและน้ำก่อนไปวิ่งเลย (คือตอนนั้นคิดว่าถ้างานเสร็จทันก็จะไป) ต้องเรียกว่าโชคดีที่ลากแฟนไปด้วย เค้าไปขี่จักรยานตามหลัง เพราะเส้นสุวรรณภูมิค่อนข้างมืดและรถวิ่งเร็ว อีกอย่างคือไม่เคยเห็นใครไปวิ่งเลย

สภาพเส้นทาง

ไปวิ่งรอบนี้ก็เตรียมน้ำใส่กระติกไว้ที่จักรยาน อยากวิ่งสบาย ๆ เข้าห้องน้ำไปเรียบร้อยก่อนไปถึง เพราะรู้ว่าที่นี่ไม่มีห้องน้ำเลยตลอดเส้นทางวิ่ง ไม่ได้เตรียม GEL ไปเพราะคิดว่าคราวที่แล้ววิ่งได้ วันนี้ก็น่าจะวิ่งได้เหมือนกัน

ฮั้ววิ่งตามเส้นทางที่กำหนดไว้ในเว็บไซท์ของ KOTR เลย พอวกกลับเส้นสุวรรณภูมิสาย 3 (น่าจะซัก กิโลเมตรที่ 3) เริ่มปวดฉี่ อยากเข้าห้องน้ำนิด ๆ แต่ยังชะลอจิบน้ำตามปกติ

หลังจากวิ่งมาประมาณครึ่งชั่วโมง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง ลมพัดเย็นสบาย ก็นึกในใจว่ามาวิ่งที่นี่ดีนะ มาวิ่งตอนเย็นก็สบายดี ไม่ค่อยมีแดด เหมาะกับการวิ่งยาว .. ตอนนี้ยังไม่รู้สึกอะไร รู้แต่ว่าปวดฉี่ และเริ่มไม่อยากกินน้ำ เพราะกลัวไม่สามารถอั้นได้จนถึงจบ .. แฟนก็บอกว่ากินน้ำได้แล้วแต่ก็บอกเค้าว่าเราทนไหว จนไปจิบน้ำอีกทีที่กิโลเมตรที่ 8 (แต่จิบน้ำในแต่ละรอบคือเป็นการจิบแค่อึกสองอึก เพราะพยายามไม่เติมน้ำเข้าไปเยอะ)

หลังจากวกกลับตัวก็เริ่มปวดแบบต้องปล่อยละ แต่ไม่มีห้องน้ำเลย รอบข้างเป็นทุ่งโล่ง ไม่มีต้นไม้ใหญ่ ส่วนถนนก็มีรถวิ่ง ลมก็เย็น ยิ่งกระตุ้นให้อย่างปล่อยอย่างมาก .. วิ่งมาจนถึงกิโลเมตรที่ 10 ก็หยุดพักเหนื่อย และรู้สึกว่าเหนื่อยผิดปกติ ระยะทาง 10 กิโลเมตร ไม่ควรจะเหนื่อยแบบนี้ และก็เริ่มรู้สึกหนาว ๆ

ช่วงกิโลเมตรที่ 12 เห็นเหมือนป้อมรักษาความปลอดภัยอยู่ เลยเดินเข้าไปถามว่ามีห้องน้ำไหม ซึ่งเค้าตอบกลับมาว่าห้องน้ำแตกครับ ต้องไปที่ปั๊มปตท.ที่สุดทางอย่างเดียว ในใจก็คิดว่าซวยละ เริ่มกลั้นไม่ไหวละ แต่ไม่มีที่ที่จะให้เข้าไปหลบได้เลย เลยต้องอดทนวิ่งต่อไป

ณ ตอนนั้นท้องฟ้ามืดสนิท มีจักรยานผ่านมาบ้างประปราย มีไฟถนนพอมองให้เห็นทาง แต่ในใจนั้นไม่อยากวิ่งต่อแล้ว รู้สึกขาไม่มีแรง (ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้เลย) ระยะทางไม่ได้ไกล ความเร็วก็ไม่มาก (เพซ 7 – 8) แต่แรงไม่มี เริ่มมึน ๆ ปากแห้ง เรียกว่าต้องหยุดยืนพักทุก 1 กิโล .. แฟนก็ถามว่าขี่จักรยานไหม เดี๋ยวเค้าลงมาเดิน หรือจะขี่ไปที่ปั๊มก่อนไหมจะได้ไปเข้าห้องน้ำ .. แต่ตอนนั้นทางมืดแล้ว และฮั้วก็รู้ดีว่าเค้าวิ่งไม่อึด ถ้าทิ้งไปแล้วเค้าจะวิ่งรอดตลอดสายไหม อีกใจก็อยากจะวิ่งให้สุด เลยปฏิเสธไปว่าไม่เป็นไร วิ่งไปเรื่อย ๆ ดีกว่า

แต่ช่วง 4 กิโลสุดท้ายนั้นใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมง เพราะต้องคอยหยุดพัก (แต่ยังไม่ยอมจิบน้ำ) รู้สึกว่าเหนื่อยในแบบที่ไม่เคยเหนื่อยมาก่อน ทรมานมาก ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวว่าเริ่มเกิดอาการขาดน้ำ แต่ถ้าจะให้เดินตลอดทางก็ยิ่งเสียเวลา (ในตอนนั้นคิดว่าวิ่งน่าจะเร็วกว่า .. แต่จริง ๆ แล้วด้วยความเร็ว ณ ขณะนั้น ถ้าเดินอาจจะเสียน้ำน้อยกว่าและปลอดภัยกว่าด้วยซ้ำ)

ในที่สุดก็อดทนมาถึงที่ลานจอดรถ สิ่งแรกที่ทำคือรีบบึ่งไปปั๊มปตท.ฝั่งตรงข้าม ตอนนั้นรู้สึกมึนและอยากอาเจียนมาก .. ตอนเข้าห้องน้ำก็มองสีปัสสาวะ ดูแล้วสีเหลืองจัด ปริมาณที่ออกมาไม่เยอะ แต่ไม่ได้เอะใจ เพราะไม่ค่อยกินน้ำ มันก็ควรเป็นสีนั้น .. พอเข้าห้องน้ำเสร็จ อาการเหล่านั้นก็ไม่หายไป ฮั้วรีบกินน้ำตาม (เพราะไม่ได้เตรียมเกลือแร่หรืออะไรมาเลย)

ตอนนั้นคิดว่าแค่เข้าห้องน้ำและกินน้ำก็น่าจะดีขึ้น แต่ไม่เลย อาการมึน ผะอืดผะอม และความหนาวสั่นไม่หายไป ในใจก็เริ่มคิดว่าอาการไม่ปกติละ สภาพหลังออกกำลังกายมันควรจะสดชื่น ไม่ใช่รู้สึกแบบนี้ ใจเริ่มสั่น กระตุกแรงเป็นบางครั้ง เหมือนหัวใจจะพุ่งออกมาจากอกบอกแฟนว่าให้ขับรถไป 7 Eleven หรือ Paseo (อ่อนนุช) ด่วน..  คิดว่าร่างกายต้องการเกลือแร่หรืออะไรหวาน ๆ มาช่วยละ

พอขับไปถึงก็รีบดื่มน้ำ เกลือแร่ นมช็อคโกแลดทันที แต่ก็ดื่มไม่ได้มาก เพราะรู้สึกผะอืดผะอม ถึงแม้จะนั่งพักแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น ยังคงผะอืดผะอม หน้ามืดเหมือนจะเป็นลม เลยตัดสินใจกลับบ้านตอนนั้นไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร รู้เพียงแต่นี่ไม่ใช่อาการปกติ ซักพักก็อาเจียนน้ำทุกอย่างออกมาแฟนเริ่มจับทางได้ บอกฮั้วว่านี่เป็นอาการขาดน้ำ (Dehydration)

บังคับฮั้วให้จิบน้ำไปเรื่อย ๆ จิบน้ำเกลือแร่ด้วย ห้ามนอน ห้ามหลับ (ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นรู้สึกเพลียมาก อยากหลับที่สุด) ให้จิบน้ำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะปัสสาวะออกมาเอง ใช้เวลาไปกว่าสี่ชั่วโมงในการจิบน้ำไปเรื่อย ๆ จนร่างกายขับปัสสาวะออกมา ระหว่างนี้เพลีย ไม่มีแรง ผะอืดผะอม มึนหัว หัวใจกระตุกเป็นบางช่วงครั้งนี้ทำให้รู้ว่าอาการขาดน้ำมันเป็นอย่างนี้นี่เอง (เคยแต่อ่านในหนังสือ) นึกสภาพถ้าวิ่ง ๆ แล้วร่างกายเกิดอาการกะทันหันคงแย่แน่ ๆ มิน่าใครๆ ถึงเตือนว่าอย่าให้เกิด เพราะมันอาจไม่หายหรืออาจใช้เวลานานกว่าการแค่หยุดกินน้ำ

วันรุ่งขึ้นลองชั่งน้ำหนัก ปรากฏว่าหายไปอย่างน้อย 1.5 กิโลกรัมจากน้ำหนักที่ชั่งไว้เมื่อวานเพียงแค่วิ่งไป 16 กิโล.. นี่คืออาการอย่างหนึ่งของ Dehydration .. น้ำหนักของน้ำในตัวลดลงมากเพราะไม่มีการเติมเข้าไปทดแทน

ป.ล. หลังจากเกิดเหตุการณ์ ฮั้วต้องพักร่างกายประมาณ 3 – 4 วันกว่าจะกลับมาออกกำลังกายได้อีก เพราะร่างกายอ่อนเพลียมาก มึนหัวไปหลายวันทีเดียว 

อาการของภาวะขาดน้ำ :

ปากแห้ง เหงื่อไม่ออก เหนื่อยผิดปกติ มึนงง คลื่นไส้ หนาวสั่น น้ำหนักลด และอาเจียร

ภาวะขาดน้ำเกิดได้อย่างไร :

ปกติร่างกายจะระบายความร้อนทางเหงื่อ แน่นอนน้ำออกทางเหงื่อ ถ้าต่อมาเราไม่เติมน้ำให้เท่ากับที่หายไป ร่างกายจะเริ่ม Detectได้ ความดันเลือดต่ำลงเพราะน้ำน้อยลง หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ปริมาณการไหลของเลือดเท่าเดิม

จะปิดรูขุมขน เพื่อรักษาน้ำ ถ้าแก้ได้เร็ว คือกินน้ำเข้าไป จะอาเจียนก็ช่าง จนกว่าร่างกายจะ Detect ได้อีกครั้ง (ถ้ากินไม่ได้ ก็เจาะให้โดยตรง)การห้ามหลับเพราะเมื่อน้ำน้อย ความดันจะต่ำลง การหลับทำให้ความดันต่ำลงไปอีก และไม่ควรพักในห้องแอร์ เพราะร่างกายจะยิ่งปิดรูขุมขน เราจะหลอกร่างกายว่าหนาว ตัวจะสั่นเพิ่มความร้อน หัวใจจะยิ่งเต้นเร็วเพื่อสร้างความร้อน ทั้งที่ความร้อนเดิมมีอยู่แล้ว (จะมีอาการ Chill อีกด้วย) ดีสุดก็พักในห้องธรรมดา อากาศถ่ายเทถ้าอยู่นอกสถานที่ รู้สึกว่าหนาว แล้วไม่ชัวร์ว่าเพราะอากาศหรือเพราะร่างกายเริ่มไม่ไหว ลองพกเสื้อคลุมไปตัวนึง เพิ่มความอบอุ่นโดยการกันอุณหภูมิ และไม่เสียน้ำด้วย ไม่ทำให้รูขุมขนปิด และหยุดวิ่ง

ทางแก้ไข :

หยุดออกกำลังกายทันที ค่อย ๆ จิบน้ำและเกลือแร่เข้าไปทดแทน ใส่เสื้อหรือห่มผ้าห่มเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น

ป้องกันอย่างไร :

ง่าย ๆ เลย ควรดื่มน้ำเมื่อรู้สึกกระหาย จริง ๆ แล้วจิบบ่อย ๆ จะดีกว่า ถ้าซ้อมหรือแข่งอยู่ก็อาจจะทุก 10 – 15 นาที หรือทุก 2 – 3 กิโลเมตร อย่ารอให้กระหายแบบชั้นต้องดื่มเดี๋ยวนี้ แต่ความอดทนของร่างกายแต่ละคนไม่เท่ากัน ก็อยากให้ฟังเสียงร่างกายตัวเอง

ประสบการณ์ครั้งนี้เพราะฮั้วประมาทเอง .. โชคดีที่ไม่ได้ไปวิ่งคนเดียวในเส้นทางแบบนั้น และก็ดีใจที่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น จะได้รู้จักอาการและจำไว้ ไม่ประมาทแบบนี้อีก
ป.ล. ขอบคุณคุณหมอมาร์ค @Mq Ch ที่ส่งข้อความด้านบนมาให้ความรู้เพิ่มเติมในการ detect อาการ